วิกฤตการณ์หนี้ของกรีซ : บทเรียนสำหรับไทย

9 กค. 58     1048

สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์: วิกฤตการณ์หนี้ของกรีซ : บทเรียนสำหรับไทย

 keywords: กรีซ, วิกฤตการณ์หนี้, บทเรียน, การเงินการธนาคาร, เศรษฐกิจล่ม, หนี้เสีย, ปัญหา, ยุโรป

      วิกฤตการณ์หนี้ของกรีซ : บทเรียนสำหรับไทย

       คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

           ทหารประชาธิปไตย

วิกฤตการณ์หนี้ของกรีซ : บทเรียนสำหรับไทย

เรื่องหนี้สาธารณะของกรีซนั้นนับเป็นปัญหาที่หนักอกของยุโรปเป็นอย่างยิ่ง และอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อทั่วโลกบ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะตลาดหุ้น ตลาดทุนและการเคลื่อนย้ายทุน

แต่ถ้ามองย้อนกลับไปดูกรีซก่อนที่จะเข้าร่วมในประชาคมยุโรปนั้น ประเทศกรีซถือว่าเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเฉพาะชาวยุโรป เพราะค่าครองชีพต่ำแถมคนกรีกเป็นคนที่มีอัธยาศัยในการรับแขก ชอบการศิลปะ และการบันเทิง มีอารยธรรมเก่าแก่ และภูมิประเทศทั้งภูเขาและทะเลที่สวยงาม นอกจากนี้ธุรกิจการขนส่งทางเรือก็ถือว่าเป็นรายได้หลักของกรีซที่มีกองเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ และมีค่าระวางที่ถูกกว่าของยุโรปเหนือเช่นสวีเดน จึงเป็นที่นิยมในการขนส่งสินค้า ประกอบกับชาวกรีกมีความชำนาญในการเดินเรือที่สืบทอดมาแต่ครั้งโบราณจึงมีผลดีต่อทั้งการขนส่งและประมง

ครั้นกรีซตัดสินใจเข้าเป็นสมาชิกประชาคมยุโรปก็มีการโฆษณาชวนเชื่อจากฝ่ายการเมือง จากรัฐบาลตลอดจนชาติต่างๆในยุโรปว่าจะมีผลดีต่อกรีซเพราะจะเป็นการขยายตลาดที่กว้างใหญ่ และแรงงานกรีซก็จะมีอิสระในการเคลื่อนย้ายไปทำงานในยุโรปได้เสรี ตลอดจนและจะมีการลงทุนเคลื่อนย้ายมาลงทุนในกรีซเนื่องจากค่าครองชีพถูกแต่พอเอาเข้าจริงเหตุการณ์กลับไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ค่าครองชีพของกรีซพุ่งสูงขึ้นเพราะหันมาใช้เงินสกุลยูโร ทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวชักจะไม่เป็นที่นิยมมากนัก ซ้ำร้ายการขนส่งทางเรือมีอันพังพาบลงไปเพราะค่าระวางปรับตัวสูงขึ้น แต่ประสิทธิภาพของแรงงานกรีซกลับมีการพัฒนาในอัตราที่ต่ำกว่ามาตรฐานยุโรปทั่วไป แรงจูงใจในการลงทุนจากต่างชาติจึงลดลงไปแม้แต่คนกรีกเองก็นิยมไปลงทุนต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ด้วยเหตุนี้รัฐบาลในแต่ละสมัยของกรีซจึงต้องใช้นโยบายที่คอยกระตุ้นเศรษฐกิจนั่นคือนโยบายประชานิยม มีการใช้จ่ายเงินขาดดุลงบประมาณที่สะสมมาจนทำให้หนี้สาธารณะท่วมท้น เกินกำลังความสามารถที่จะใช้คืนได้ แต่รัฐบาลในแต่ละยุคก็ไม่พยายามแก้ปัญหา เพราะหวังหาเสียงใช้หนี้กับประชาชนจึงยังคงใช้นโยบายประชานิยมกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้นพอมีรัฐบาลที่ผ่านมาพยายามรัดเข็มขัด ตัดงบรายจ่ายของรัฐบาล เพื่อทำให้เจ้าหนี้ซึ่งคือธนาคารกลางยุโรป และ IMF ผ่อนปรนเงื่อนไขที่จะให้กรีซชะลอการใช้นี้ออกไปบ้าง ผลคือรัฐบาลแพ้การเลือกตั้งให้กับพรรคฝ่ายค้านที่สัญญาว่าจะไม่ยอมรัดเข็มขัดตามคำเรียกร้องของเจ้าหนี้ ทั้งนี้เพราะประชาชนกรีซเคยชินกับการปรนเปรอจากนโยบายประชานิยมนั่นเอง ลองมาดูว่าเบื้องหลังของหนี้สาธารณะนั้นสร้างความเคยตัวอะไรให้กับชาวกรีกบ้าง

วิกฤตการณ์หนี้ของกรีซ : บทเรียนสำหรับไทย

1.บำนาญของกรีกนับว่าสูงกว่า 4 เท่า ของค่าเฉลี่ยในประเทศอื่นๆของยุโรป

2.ชาวกรีกมีอัตราการเกษียณอายุตัวเองเร็วกว่าประเทศเยอรมันที่มีเศรษฐกิจเข้มแข็งที่สุดถึง 8 ปี

3.ค่าใช้จ่ายทางทหารของกรีซสูงมากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในยุโรป

4.หลังจากที่รัฐบาลกรีซในแต่ละสมัยสัญญากับเจ้าหนี้ว่าจะมีการปฏิรูปทางการเงินการคลัง กรีซก็ยังคงไม่สามารถจัดระบบภาษีที่สามารถทำงานได้ (ภาษีที่ไม่ได้มีการชำระมีมูลค่าเกิน 70,000 ล้านยูโร นี่เป็นเพียงเรื่องเดียวในหลายๆเรื่องที่กรีกจะต้องปฏิรูป และยังไม่นับรวมนโยบายการขาดดุลที่มีมาอย่างต่อเนื่อง

5.การคอร์รัปชั่นของกรีซอยู่ในระดับต้นๆของโลก

6.ตลาดมืดและการจ้างแรงงานที่ผิดกฎหมายของกรีซอยู่ในระดับต้นๆของโลก

7.ระบบและกลไกการควบคุมของรัฐไว้ประสิทธิภาพหรือไม่มีเลย

8.เจ้าหนี้ได้จ่ายเงินไปแล้วโดยแยกดังนี้

8.1 1 ใน 3 จ่ายให้ธนาคารในกรีซ เพื่อไม่ให้ปิดตัว

8.2 1 ใน 3 จ่ายเพื่อให้ชาวกรีกดำรงมาตรฐานการครองชีพของตนเองได้

8.3 อีก 1 ใน 3 จ่ายเพื่อทดแทน เงินทุนที่ไหลออก โดยเฉพาะจากชาวกรีก

9.กรีซมีกองทัพรถถังที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

10.แม้จะมีความพยายามที่จะเก็บภาษีจากคนร่ำรวยที่ได้ประโยชน์จากนโยบายขาดดุลของรัฐบาล ปรากฏว่ากรีซกลับทุ่มเงินลงไปอีกในการใช้จ่ายที่เกิดประโยชน์ต่อนายทุนผูกขาดที่ร่ำรวยเหล่านั้น

ประการสำคัญที่สรุปได้ก็คือกรีซไม่มีความสามารถในการแข่งขัน ภายใต้ระบบปัจจุบัน และไม่สามารถยืนบนขาของตนเองได้นอกจากจะต้องรับเงินช่วยเหลือต่อไปไม่สิ้นสุด และเงินเหล่านี้คือภาษีของคนยุโรปทั้งหลาย ซึ่งแน่นอนย่อมต้องไม่พอใจกลไกของรัฐบาลในแต่ละประเทศอีกด้วย

ในขณะเดียวกันประชาชนกรีกที่ไม่อาจยอมรับความเปลี่ยนแปลงใดๆที่จะเกิดกับตน เพราะเคยชินต่อนโยบายประชานิยมที่รัฐบาลในแต่ละยุคคอยยื่นให้เพื่อหาเสียง นั่นคือโครงการเอาใจคนจน และพยายามหลีกเลี่ยงที่จะเก็บภาษีคนรวยมากขึ้น ทั้งๆที่นายทุนเหล่านั้นได้ประโยชน์จากนโยบายขาดดุลของรัฐบาล ในขณะที่รัฐบาลและข้าราชการก็ได้รับผลพวงต่อการใช้จ่ายของรัฐโดยการคอร์รัปชั่น

ด้วยเหตุนี้การเจรจาเรื่องหนี้สินของกรีซจึงยากที่จะตกลงกันได้ เพราะมันมีแรงกดดันจากประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งความจริงแล้วหากตกลงกันได้โดยกรีซยอมปฏิรูปอย่างจริงจัง ฝ่ายเจ้าหนี้ก็คงจะคอยช่วยเหลือประคับประคองให้กรีซค่อยๆปรับตัวแบบลงอย่างนุ่มนวล แต่ที่ไม่สามารถตกลงกันได้เพราะต่างก็เห็นกับประโยชน์ของตนและไม่ยอมเสียประโยชน์ใดๆอีก แน่นอนฝ่ายเจ้าหนี้คงไม่อยากให้เกิดหนี้สูญ และพยายามผ่อนปรนแต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลกรีซเบี้ยวข้อตกลง จึงทำให้ไม่เกิดความไว้วางใจส่วนรัฐบาลกรีซนั้นก็ถอยไม่ได้เพราะไปสัญญากับประชาชนไว้ว่าจะไม่ยอมรัดเข็มขัดตามที่เจ้าหนี้ คือ ธนาคารยุโรปและ IMF กำหนด ตอนนี้เลยโยนเรื่องให้เป็นภาระของประชาชนในการทำประชามติ ซึ่งถ้าเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการรัดเข็มขัด ก็เชื่อกันว่าจะมีการเบี้ยวกันอีกเพราะคนกรีกเคยชินกับระบบประชานิยมไปแล้ว แต่หากประชามติไม่เห็นด้วยกับการรัดเข็มขัดตามเจ้าหนี้ กรีซก็คงต้องออกจากประชาคมยุโรป ซึ่งฝ่ายการเมืองและความมั่นคงของยุโรปรับไม่ค่อยได้ เพราะมันจะกระทบกับเศรษฐกิจอื่นๆ โดยเฉพาะอาจเป็นตัวอย่างที่ทำให้เจ้าหนี้เร่งรัดหนี้กับประเทศอื่นๆที่มีปัญหาอย่างสเปน ปอร์ตุเกต ฯลฯ เพราะกลัวหนี้สูญและจะเกิดผลกระทบไปทั่ว นอกจากนี้ยังกระทบต่อสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติคเหนือ หรือ NATO ซึ่งอาจเปิดช่องให้รัสเซียเข้ามาให้ความช่วยเหลือกรีซและตอกลิ่มจนกระเทือนนาโต้ได้

วิกฤตการณ์หนี้ของกรีซ : บทเรียนสำหรับไทย

ทางออกที่ดีสำหรับทั้งสองฝ่ายคือปล่อยให้กรีซออกไปจากประชาคมยุโรปและให้คงไว้แค่การเป็นสมาชิกสมทบที่ไม่ต้องใช้เงินสกุลเดียวกันแบบตุรกี แล้วยุโรปคอยช่วยพยุงค่าเงินของกรีซไม่ให้ตกต่ำลงมากและรุนแรง นอกจากนี้คอยช่วยเหลือเรื่องจำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น พลังงาน หรือ อาหาร เพื่อไม่ให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย แล้วกรีซก็จะต้องปรับตัวเองจากมายาคติไปสู่ความเป็นจริงในที่สุด นั่นคือการมีเศรษฐกิจพอเพียง

สำหรับประเทศไทยแม้หนี้สาธารณะของเราจะยังไม่สูงมากนักเพียง 60% เศษ ของจีดีพี หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของชาติ แต่ความเคยชินของนโยบายประชานิยมอันนำไปสู่การทำงบประมาณขาดดุลนั้นยากที่จะหยุด แม้ในรัฐบาลนี้จะพยายามชะลองบประมาณในการจุนเจือช่วยเหลือเกษตรกร จนทำให้เกิดผลกระทบคือเศรษฐกิจถดถอย เพราะรัฐบาลที่แล้วเอาแค่งบจำนำข้าวก็ลงไปยังท้องไร่ท้องนา 2-5 แสนล้านบาทแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาลนี้อัดเงินลงไปที่ชาวนา 4 หมื่นล้าน และยางพาราไม่กี่พันล้าน ประกอบกับแรงกดดันจากภายนอกทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว กับการกดดันทางการเมืองด้วยการค้าจึงยิ่งทำให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างสำคัญ อนึ่งความเคยชินที่เคยได้รับ เช่น เงินช่วยเหลือของเกษตรกรหรือระบบภาษีที่เอื้อต่อนายทุนทั้งหลายก็ทำให้เกิดแรงกดดันแค่จ่ายเงินช่วยเกษตรกรน้อยลง หรือพยายามหามาตรการทางภาษีใหม่ๆ มาเก็บกับนายทุนคนร่ำรวย เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก ก็ถูกต่อต้านจนรัฐบาลต้องถอย ไม่ใช่เพราะกลัวคะแนนเสียงตกแต่กลัวสั่นคลอนต่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล ปัญหาก็เลยมาตกกับผู้รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ จนเป็นเหตุให้มีการเรียกร้องให้เปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบ ซึ่งถ้ามีการดำเนินการดังกล่าวเชื่อว่าผู้มารับผิดชอบเศรษฐกิจคนใหม่ คงต้องใช้นโยบายประชานิยมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ คือ ช่วยเกษตรกร และเอาใจนายทุนด้วยการลดภาษีหรือไม่แตะเรื่องภาษี เพราะมันจะเห็นผลทันใจประชาชนและช่วยให้รัฐบาลโล่งอก แต่ผลเสียระยะยาวคือหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจขาลงอย่างนี้

ดูแล้วรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกรีซก็คงจะเหมือนๆกัน คือ ระยะยาวช่างมัน ตอนนี้ขอเอาตัวรอดไปก่อน อีกเรื่องที่น่าเป็นห่วงคืองบประมาณด้านกองทัพมีการจัดสรรเพิ่มอย่างเป็นนัยสำคัญ อย่างนี้หนี้สาธารณะเพิ่มแน่ๆ ส่วนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานก็มีการเพิ่มเติมโครงการจนมากกว่ารัฐบาลที่แล้วสองเท่า อันนี้พอรับได้ถ้าเราสามารถฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้เร็วพอ แต่ปัญหาคอร์รัปชั่นจะหมดไปหรือไม่ยังเป็นปัญหาดูไปแล้วกรีซก็เหมือนแม่ปูส่วนไทยก็เป็นลูกปูเดินตามแม่ไปติดๆเลย

วิกฤตการณ์หนี้ของกรีซ : บทเรียนสำหรับไทย

hot.muslimthaipost.com

เป็นเพื่อน Line กับเรา