ปัญหาฮัจย์ 54 ใกล้เวลาเดินทางไปฮัจย์ กรมการศาสนาจะตอบอย่างไรกับบุคคลในบัญชีสำรองอีก 6,151 คน ที่เรียกเก็บเงินคนละ 50,000 บาท

6 กย. 54     3224

สำนักข่าวมุสลิมไทย  ปัญหาฮัจย์ 54 ใกล้เวลาเดินทางไปฮัจย์ กรมการศาสนาจะตอบอย่างไรกับบุคคลในบัญชีสำรองอีก 6,151 คน ที่เรียกเก็บเงินคนละ 50,000 บาท

          พี่น้องมุสลิมโวยเก็บเงินแล้วคนละ 50,000 บาท บัญชีสำรองคงเหลือ6,151 คน ไม่ได้ไปฮัจย์ปีนี้รัฐบาลจะต้องชี้แจงกรมการศาสนา เก็บเงินแล้วทำไมไม่คืนทันที ชาวบ้านยังไม่รู้ทั้งหมดว่า ตนเองไม่มีสิทธิ์เดินทางเงินคนละ 50,000 บาท มีค่าเท่ากัน รอพิสูจณ์ความจริงใจจากรัฐบาลชุดปัจจุบันในการแก้ปัญหาฮัจย์อย่างเป็นระบบ  กรมการศาสนาไม่กล้าเผชิญหน้ากับผู้ประกอบการฯ มองเป็นศัตรูไม่ใช่ผู้ร่วมทำงานในการแก้ปัญหา กรรมาธิการการศาสนาฯวุฒิสภาเรียกนายกสมาคมผู้ประกอบกิจการฮัจย์ หรือ ตัวแทนประชุมด่วน เรื่อง ฮัจย์ ในวันที่ 14 กันยายน 2554 ณ อาคารรัฐสภา 2 เรียกร้องให้องค์กรมุสลิมติดตาม ตรวจสอบผลประโยชน์เงินฝากของพี่น้องมุสลิมที่ลงทะเบียนในบัญชีกรมการศาสนา

ปัญหาฮัจย์ 54  ใกล้เวลาเดินทางไปฮัจย์ กรมการศาสนาจะตอบอย่างไรกับบุคคลในบัญชีสำรองอีก 6,151 คน ที่เรียกเก็บเงินคนละ 50,000 บาท

ปัญหาฮัจย์ 54  ใกล้เวลาเดินทางไปฮัจย์ กรมการศาสนาจะตอบอย่างไรกับบุคคลในบัญชีสำรองอีก 6,151 คน ที่เรียกเก็บเงินคนละ 50,000 บาท

          แหล่งข่าวในกิจการฮัจย์ ที่เฝ้าระวังและติดตามการแก้ปัญหาฮัจย์ของพี่น้องมุสลิมที่ได้ลงทะเบียนกับกรมการศาสนา เป็นจำนวนมากและเป็นปีแรกที่ทางกรมการศาสนา อาศัยมติบอร์ดฮัจย์ ( คณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย ดูมาตรา 6 พรบ.ส่งเสริมกิจการฮัจย์ ) ให้ชำระเงินคนละ 50,000 บาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนมากเป็นพิเศษ โดยไม่ฟังผลกระทบและความเดือดร้อนของผู้ประกอบการฯ จึงมีการคัดค้านและไม่เห็นด้วยมาตลอด ถึงขนาดได้ฟ้องต่อศาลปกครองกลาง 

ปัญหาฮัจย์ 54  ใกล้เวลาเดินทางไปฮัจย์ กรมการศาสนาจะตอบอย่างไรกับบุคคลในบัญชีสำรองอีก 6,151 คน ที่เรียกเก็บเงินคนละ 50,000 บาท

ปัญหาฮัจย์ 54  ใกล้เวลาเดินทางไปฮัจย์ กรมการศาสนาจะตอบอย่างไรกับบุคคลในบัญชีสำรองอีก 6,151 คน ที่เรียกเก็บเงินคนละ 50,000 บาท


          ประเด็นสำคัญ ที่ทางรัฐบาลจะต้องตอบจากจากกระทำของกรมการศาสนา โดยอาศัยมติบอร์ด ตามมาตรา 11 และ มาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจย์ ซึ่งเป็นอำนาจที่ล้นฟ้าของบอร์ดฮัจย์ มีความพยายามที่จะแก้ไขในบางมาตรา โดนผู้ที่เสียประโยชน์คัดค้านมาตลอด 

          1.คำถามของชาวบ้านที่ลงทะเบียนจะไปฮัจย์และได้ชำระเงินส่วนบุคคลให้กรมการศาสนาสมบูรณ์แล้วคนละ 50,000 บาท ซี่งอยู่ในบัญชีสำรอง ( นอกโควต้าประมาณ 6,151 คน เป็นจำนวนเงินฝากในบัญชีกรมการศาสนาทั้งสิ้น 307,550,000 บาท จากเดิมของยอดผู้ลงทะเบียน 12,800+6151*50,000 บาท เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 947,550,000 บาท เป็นบัญชีเงินฝากแบบมีผลประโยชน์ตอบแทน แค่โยกย้ายกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลเป็นผลประโยชน์ส่วนกลางหน่วยงานของราชการ )   ถ้าหากระหว่างวันที่ 12-28 กันยายน 2554 เป็นช่วงเวลาที่ทางสถานทูตซาอุดีอาราเบีย ประจำประเทศไทย ได้กำหนดเป็นช่วงเวลาของการออกวีซ่าฮัจย์ให้กับผู้แสวงบุญชาวไทย จำนวน 13,000 คน ส่วนผู้ที่ลงทะเบียนในบัญชีสำรองอีก 6,151 คน รัฐบาลภายใต้การดำเนินงานของกรมการศาสนา จะตอบคำถามให้พี่น้องมุสลิมว่าอย่างไร ?  เก็บเงินไปฝากเพื่อได้ประโยชน์แล้ว ไม่ได้ดำเนินการให้พวกเขาได้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ในปีนี้ หมายความว่าอย่างไร ? ถ้ากรมการศาสนาทราบดีจำนวนโควต้ามีแค่ 13,000 คน ทำไมไม่เก็บเงินเฉพาะผู้ที่มีสิทธิ์ในจำนวนโควตาเท่านั้น ทำไมจะต้องเก็บจากจำนวนผู้ลงทะเบียนทั้งหมด ( ระยะเริ่มต้น 24,000 คน โดยประมาณ )
 
         2. ขณะนี้ ทางพี่น้องมุสลิมที่มีบัญชีรายชื่อนอกโควต้า (บัญชีสำรอง ) ยังไม่ได้ทราบเป็นส่วนใหญ่ในรายละเอียดว่า ชื่อของผู้ใดบ้าง เพราะแซะห์ (ผู้นำกลุ่ม ) และผู้ประกอบการไม่กล้าบอกให้ชัดเจน เนื่องจากทุกคนจ่ายเงินเหมือนกันคนละ 50,000 บาท กำลังรอรัฐบาลที่มีความจริงใจกับพี่น้องมุสลิมมาแก้ปัญหา และถ้าหากถึงวินาทีสุดท้ายบุคคลที่อยู่ในบัญชีสำรองไม่สามารถเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ จริง เงินจำนวนคนละ 50,000 บาท จะคืนให้กรรมสิทธิ์ ( ชาวบ้าน ) เมื่อไร ? ทั้งๆที่กรมการศาสนาได้สัญญากับผู้ประกอบการจะคืนให้หลังจากเทศกาลฮัจย์ พี่น้องมุสลิมไม่เข้าใจในพฤติกรรมของกรมการศาสนาและแนวคิดของบอร์ด์ฮัจย์ เวลาคิดอยากจะได้เงินชาวบ้านมากๆ แต่เวลาแก้ปัญหาไม่มีความรับผิดชอบ เงินของเขาจำนวนมากมหาศาลไปฝากในธนาคารเป็นระยะเวลาหลายเดือนได้ประโยชน์เท่าไร ใครทราบบ้างไหม ? ชาวบ้านมีความรู้สึกว่า เหมือนโดนใครหลอก  ตอนแรกเข้าใจว่า แซะห์  ผู้ประกอบการ สุดท้ายเงินทั้งหมดฝากไว้ในบัญชีของกรมการศาสนา นี่เอง

          3. ขณะนี้ผลกระทบในการจัดกลุ่มผู้ที่จะเดินทางในแต่ละเที่ยวบิน ยังมีปัญหาในทางเทคนิค กล่าวคือ ผู้ที่อยู่ในโควตามีส่วนเกี่ยวข้อง หรือ ความผูกพันกับผู้ที่อยู่นอกโควตา อาทิ สามี  ภรรยา ญาติพี่น้องใกล้ชิด  ผู้ที่จะพึ่งพาอาศัยในการเดินทาง หรือ แซะห์ ( ผู้นำกลุ่ม ) กับผู้แสวงบุญของตน ฯลฯ เพราะกรมการศาสนาไม่อนุญาตให้ยืดหยุ่น ประณีประนอมระหว่างรายชื่อผู้ที่ขอยกเลิกกับบัญชีรายชื่อผู้ที่จะขอทดแทนภายในบริษัทเอง และไม่มีสิทธิ์นำรายชื่อบุคคลภายนอกเพราะกรมการศาสนาควบคุมบัญชีรายชื่อทั้งหมดทั้งประเทศ

          4. จำนวนผู้ลงทะเบียนที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ประจำปี 2554 ยังไม่มีความชัดเจน ในรายละเอียดจะดำเนินการอย่างไร  ? จะคลี่คลายปัญหาในลักษณะอย่างไร ? ทางกรมการศาสนา ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย ( บอร์ดฮัจย์ ) อาศัยมติบอร์ด โดยไม่มีอำนาจหรือกฎหมายอื่นรองรับ ประกาศให้มีการลงทะเบียนผู้ที่ประสงค์จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ประจำปี 2555 และเรียกเก็บเงินทันทีคนละ 50,000 บาท เพื่อกรมการศาสนา จะได้นำเงินทั้งหมดไปฝากในธนาคารในระยะเวลาเกือบปี ในเชิงนโยบายรัฐบาลภายใต้การนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ถึงแม้ว่าเป็นท่านรัฐมนตรีท่านใหม่ ท่านจะต้องรับผิดชอบในเชิงนโยบายเพราะท่านเป็น ประธานบอร์ดฮัจย์ คนปัจจุบัน ทำไมกรมการศาสนา ไม่ศึกษาผลกระทบต่อหลายๆฝ่ายจากการออกกฎเกณฑ์ ระเบียบในปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2554 ) ชุดก่อนยังไม่ได้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ กฎใหม่ได้ประกาศแล้ว ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไป หรือ จนเต็มจำนวนโควต้า ( บัญชีสำรองเก่าจะให้พวกเขายืนยันเมื่อไร ? และผู้ลงทะเบียนก่อน ปี 2555 เขาจะอยู่ในลำดับที่เท่าไร ? ) และความจำเป็นในการเก็บคนละ 50,000 บาท อีก มีเหตุผลในการแก้ปัญหาอะไร ? ชี้แจงได้หรือไม่  ? หรือเพราะบางสถาบันเห็นว่าเงินในกิจการฮัจย์ของพี่น้องมุสลิมในประเทศไทยมีจำนวนมหาศาล น่าจะลองคบคิดกับกรมการศาสนาเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ระหว่างกัน เพราะเคยกล่าวหาว่าแซะห์ หรือ ผู้ประกอบการกระเป๋าแห้ง/หมดเงิน และโดนผู้ประกอบการต่อต้านไม่ให้สถานบันการเงินมาแสวงหาผลประโยชน์ในกิจการฮัจย์ แค่อาศัยมติบอร์ด เงินฝากสามารถเข้าในระบบธนาคารเป็นพันๆล้านโดยไม่ต้องเหนื่อย และในวันนี้เราจะต้องมาจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการด้วยกัน ก็ดีเราจะได้แข่งขันทำความดี บริการที่ดีประโยชน์สูงสุดผู้แสวงบุญจะได้รับเต็มๆ

          5. ส่วนผู้ประกอบการ หรือ แซะห์ บางท่านที่ปฏิบัติตนไม่ถูกต้อง เรามีมาตรการทางสังคมให้ลงโทษ ญาติพี่น้องของฮุจญาตบอยคอต  แจ้งความดำเนินคีดทางอาญาถึงขนาดติดคุกติดตะรางก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้ว ดังนั้นกรมการศาสนา หรือ คณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์ฮัจย์ฯ  หรือหน่วยงานอื่นๆ เวลาจะมองอะไรหรือมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อแซะห์ หรือผู้ประกอบการ ขอให้มองปัญหาทั้งหมดอย่างเป็นธรรรม มีผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่เขาพยายามจะทำให้ดีที่สุด แต่เมื่อโดนกฎเกณฑ์ของมติบอร์ดที่มีอำนาจล้นฟ้า รู้สึกท้อใจ อย่าลืมว่า ทุกสังคม ทุกกิจการมีทั้งคนดีและคนไม่ดี กรุณาแยกแยะ ใช้มาตรการทางกฎหมาย บ้านเมืองให้ศักดิ์สิทธ์สักที อุตสาห์ตราบัญญัติผ่านสภาอันทรงเกียรติ แต่ผู้ที่จะมาใช้กฎหมายเลือกปฏิบัติ คิดไว้เป็นการบ้าน เราเป็นผู้ใหญ่ที่มีเกียรติกันทั้งนั้น

          6. หน่วยงานของรัฐเอง สร้างระบบในการปฏิบัติหน้าที่ในหลายมาตรฐาน ยกตัวอย่างการส่งเสริมกิจการฮัจย์สำหรับคนดีในสังคม ข้อสังเกตง่ายๆไม่ต้องอธิบายมาก จำนวนโควต้าขอเป็นกรณีพิเศษ ได้มาจำนวน 13,000 คน ถูกหักเป็นกรณีพิเศษ นโยบายพิเศษ อะไรที่หน่วยงานของรัฐดำเนินการเป็นกรณีพิเศษหมดเลย ชาวบ้านตาดำๆไม่เห็นพิเศษตรงไหน มาอาสาแก้ปัญหาแต่มาสร้างปัญหาใหม่โดยไม่รู้สึกตัว เพราะได้มวลชน นำจำนวนโควต้าที่ได้พิเศษๆนั้นแหละมาเปิดประมูลให้ผู้ประกอบการในจำนวนที่ได้รับการจดทะเบียนกับกรมการศาสนามาทำพิธีเป็นการประมูลที่โปร่งใสทางราชการให้ถูกระเบียบเท่านั้น แต่หารู้ไม่ว่า ผู้นำกลุ่ม ( แซะห์ ) เคยถามเจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้าฝ่ายของกรมการศาสนา ว่า บริษัทที่ประมูลได้ในจำนวนผู้แสวงบุญ 200 คน ไม่ต้องใช้เงินคนละ 50,000 บาท แต่พวกเราที่ไปเชิญชวนชาวบ้านไปประกอบพิธีฮัจย์ ตามคุณสมบัติ หรือมาสมัครกับแซะห์ หรือ ผู้ประกอบการจะต้องชำระเงินคนละ 50,000 บาท นี่หรือแนวคิดผู้ที่จะมาส่งเสริมกิจการฮัจย์ของพี่น้องมุสลิม แนวคิดที่จะมาสร้างระบบความเป็นธรรมในพื้นที่ หรือมันคือแนวนโยบายพิเศษๆที่เข้าใจ  ที่ตั้งใจ แต่ไม่ใส่ใจในความรู้สึกของผู้คนอีกกลุ่มหนึ่ง เวลาพูดแบบนี้จะถูกมองว่า กลุ่มคนที่เสียผลประโยชน์ ไม่ต้องกล่าวหาไปมา ทุกอย่างคือผลประโยชน์ แต่ผลประโยชน์บนพื้นฐานของความชอบธรรมกับความไม่ชอบธรรม

         7. การแก้ปัญหาของรัฐบาลชุดใหม่ บ่มของปัญหาในพื้นที่ที่ละเอียดอ่อน ในพื้นที่ที่มีความงดงาม ความสวยงามของดอกไม้นานาพันธ์  สังคมในระบบพหุวัฒนธรรม แผ่นดินแห่งศาสนา เชื่อเถิดพี่น้องไทย อิสลามนำสู่มาบนพื้นโลกอันศิริวิไลใบนี้ เต็มไปด้วยหลักการและแนวทาง แห่งความสันติสุข (....และเราพระเจ้า ไม่ได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใด ( ท่านนบีมูฮัมหมัด )  ยกเว้นนำความเมตตามาสู่สากลโลก ) ส่วนใหญ่ปัญหาอยู่ที่ผู้ใช้ ใช้ไม่เป็น เขาจะได้สิ่งที่ดีงามขนาดไหนก็แล้วแต่ ถ้าหากไม่รู้จักใช้ หรือ ใช้ไม่เป็น สิ่งที่ดีนั้นย่อมไม่เป็นความดีงามสำหรับผู้นั้น ) ดังนั้นของให้ทางรัฐบาล ใช้ความอดทน ใช้ความสามารถเป็นพิเศษในการที่จะแก้ปัญหา  เยี่ยวยาพื้นที่ตรงนี้ เพราะโดนกระทำมาตลอด พวกเขาแค่เรียกร้องความเป็นธรรม ความยุติธรรมที่แท้จริงก็พอแล้ว เพราะศาสนาสอนพวกเราให้อยู่อย่างสันติสุข สันติภาพในสังคมโลกใบนี้

ประเด็นสำคัญและข้อสังเกต

               1. ขอให้รัฐบาลชุดปัจจุบัน แสดงเจตนารมณ์ที่แนวแน่ มาช่วยแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับกิจการทางศาสนาของพี่น้องมุสลิม ในรูปแบบของการส่งเสริมและอำนวยความสะดวก โดยเฉพาะในกิจการฮัจย์ เพราะเป็นกิจการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเทศที่จะต้องเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ คือ ประเทศซาอุดีอาราเบีย และขอให้รีบดำเนินการสถาปนาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน  โดยแต่งตั้งคณะบุคคลที่มีความเชือถือ ความสัมพันธ์ที่ดีและมีความเข้าใจในขนบธรรมเนียม ประเพณี

               2. ขอให้แต่งตั้งคณะทำงานจากหลายฝ่าย  กรรมาธิการจากสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา  มาศึกษาปัญหาและวีธีการแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จในกิจการฮัจย์ของพี่น้องมุสลิม

               3. กิจการฮัจย์เป็นประสบการณ์ที่ถูกสร้างสมมาเป็นระยะเวลา 50 ปี องค์ความรู้ต่างๆสามารถมาประมวลผลใช้ประโยชน์ได้ อาทิ การลงทะเบียน การจัดสรรจำนวนโควต้า การเช่าบ้าน  การจัดการขนส่ง และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ทำมาตลอด ทำมาจนชำนาญการ แต่ขาดความจริงใจจากหลายๆฝ่าย 

หนังสือคณะกรรมาธิการ ส.ว.เชิญนายกสมาคมฯประชุม

ปัญหาฮัจย์ 54  ใกล้เวลาเดินทางไปฮัจย์ กรมการศาสนาจะตอบอย่างไรกับบุคคลในบัญชีสำรองอีก 6,151 คน ที่เรียกเก็บเงินคนละ 50,000 บาท

- hot.muslimthaipost.com

เป็นเพื่อน Line กับเรา