รองโฆษกสำนักนายกฯ แจงส่งอุยกูร์กลับจีน เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ

17 กค. 58     1344

สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์: รองโฆษกสำนักนายกฯ แจงส่งอุยกูร์กลับจีน เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ

keywords: อุยกูร์,จีน,ตุรกี,ซินเจียง,ก่อการร้าย,หลบหนีเข้าเมือง,ผิดกฎหมาย,รัฐบาลไทย,รองโฆษกรัฐบาล,ทำเนียบรัฐบาล,สำนักนายกรัฐมนตรี,ค้ามนุษย์ 


รองโฆษกสำนักนายกฯ แจงส่งอุยกูร์กลับจีน เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ

เนื่องจากมีการเสนอข่าวเกี่ยวกับทางรัฐบาลไทยได้ส่งชาวอุยกูร์ที่ถูกจับได้ในกรณีหลบหนีเข้าเมืองที่ จ.สงขลา เมื่อปีที่ผ่านมาหลังจากได้มีการสืบสวนสอบสวนรวบรวมหลักฐานพิสูจน์บุคคลและพิสูจน์สัญชาติ ทั้งจากรัฐบาลจีนและรัฐบาลตุรกี เป็นเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับประเด็นผู้ลี้ภัย 

สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์ จึงประสานไปยังรองโฆษกรัฐบาลเพื่อให้เคลียร์เรื่องคาใจในเรื่องที่รัฐบาลไทยได้ส่งมอบผู้ลีภัยทางการเมืองหรือสิ่งที่รัฐบาลไทย เรียกว่าบุคคลหลบหนีเข้าเมือง ที่ทางการไทยได้ส่งมอบให้ทางการจีนจำนวน 109 คน และได้ส่งมอบให้ทางการตุรกีจำนวน 181 คน คงเหลืออยู่ในความรับผิดชอบและการดูแลขอทางการไทยจำนวน 52 คน ที่ยังไม่สามารถพิสูจน์หลักฐานเกี่ยวกับบุคคล ซึ่งสำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์จะได้ติดตามเพื่อนำเสนอต่อไป

 
รองโฆษกสำนักนายกฯ แจงส่งอุยกูร์กลับจีน เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ
พล.ต.วีระชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยกับสำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์ในประเด็นนี้ว่า... “เรื่องที่ทำไปทั้งหมดเกี่ยวกับการส่งชาวฮุยกูร์ส่วนกลับไปสู่ประเทศจีน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ชาวอุยกูร์กลุ่มนี้ต่างทยอยหลบหนีเข้าเมืองมาอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งคนกลุ่มนี้ทางจีนก็ถือว่าเป็นชนกลุ่มน้อยของจีนที่มีเชื้อสายทางตุรกี ซึ่งคนที่หลบหนีเข้าเมืองมาประมาณ 300 กว่าคน เข้ามาเป็นปีแล้ว ทางการจีนเขาก็ต้องการรับตัวกลับไปทั้งหมด ซึ่งคนเหล่านี้เขาระบุว่าเป็นภัยต่อความมั่นของเขา ซึ่งเราบอกว่าไม่ได้ การที่จะระบุแบบนี้มันต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน ซึ่งเราก็ทราบดีว่าการที่เขาหลบหนีเข้ามานี่ มันต้องมีข้อห่วงใยในเรื่องของความปลอดภัยของชีวิตพวกเขาอยู่ การที่จะรับตัวกลับไปแล้วบอกว่าเป็นคนจีนนี่ก็มีต้องมีการพิสูจน์สัญชาติ จากนั้นก็ได้มีการพิสูจน์สัญชาติ ก็พบว่า 172 คนที่ถูกส่งไปตุรกีก่อนหน้านี่นั้นไม่มีอะไรที่เกี่ยวพันกับจีน และก็ไม่มีคดีติดตัวรวมถึงคดีความมั่นคงต่างๆ ส่วนที่เหลือนี่ก็มีอยู่ 109 คนตามที่เป็นข่าว เป็นคนจีนชัดเจนมีเชื้อสายจีนชัดเจน มีสัญชาติจีนชัดเจน และบางส่วนใน 109 คนนี้ก็มีส่วนเกี่ยวพันกับคดีความมั่นคงของประเทศเขา เมื่อสามารถพิสูจน์ได้เราก็ได้ส่งตัวกลับไป แต่การส่งตัวกลับไปนี่ เราเข้าใจถึงความห่วงใย ถึงกระแสสังคมขององค์กรต่างๆ ประการแรกเกี่ยวกับเรื่องของความปลอดภัยในชีวิต ก็ได้มีการพูดคุยกับจีนว่า ทำยังไงถึงจะมีหลักประกันว่า เมื่อคนเหล่านี้กลับไปนี่ จะต้องมีการดูแลอย่างดีและเป็นธรรม ไม่มีความกังวลเรื่องชีวิตทางการจีนเขาก็ได้รับปากกับเราว่า จะไม่มีการเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย มีการตรวจสอบได้ และจะมีการดูแลในตามหลักของมนุษยธรรม ซึ่งเรากต้องให้เกียรติเพราะเขาเป็นประเทศใหญ่มากพอสมควร เขาได้รับปากกับเราในเรื่องนี้ ซึ่งทางรัฐบาลไทยก็คงคิดว่าเขาคงไม่รับปากแบบชุ่ยๆ ก็โอเคส่งกลับไปตามเงื่อนไขต่างๆที่ไทยเป็นคนกำหนด จนกระทั้งเป็นข่าว ในกรณีของการปรากฏเป็นข่าวนี้ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไทยว่า... ไม่มีความเป็นมนุษยธรรม ปฏิบัติผิดกฎหมายนานาชาติหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่อยากเรียนให้ทราบว่ารัฐบาลไทยนี่คำนึง ด้วยเพราะเราคำนึงถึงหลักของมนุษยธรรมนี่แหละเราถึงต้องแบกภาระไว้เป็นปี เราถึงได้มีเงื่อนไข เราถึงได้พูดคุยกับทางจีนอย่างชัดเจนว่าเงื่อนไขในการส่งกลับไปนี่คืออะไร ซึ่งจีนก็ตอบรับในเรื่องเหล่านั้น”

“อยากเรียนว่าในกรณีที่มีสื่อบางแขนงพยายามโยงให้ไปเกี่ยวพันกับเรื่องศาสนานี่ ก็ขอบอกว่าเราไม่ได้พิจารณาเลยว่าคนเหล่านี้เป็นมุสลิมหรืออิสลาม เป็นชาวอุยกูร์ หรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ ตรงนั้นคือ เป็นอะไรก็แล้วแต่ เขาก็เป็นคน แต่สิ่งสำคัญคือ คนเหล่านี้เป็นคนที่หลบหนีเข้าเมือง และผิดกฎหมายของประเทศหนึ่ง ซึ่งผิดกฎหมายของประเทศต้นทาง และยังผิดกฎหมายในประเทศของเรา และยังมีข้อกล่าวอ้างที่เป็นเรื่องใหญ่ที่บอกว่าบุคคลเหล่านี้เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศหนึ่ง เราในฐานะเป็นมิตรประเทศและก็มีความสัมพันธ์อันดี มีข้อตกลง ถ้าเราไม่สนใจคนเหล่านี้ ถ้าเขาบอกว่าคนเหล่านี้เป็นภัยต่อความมั่นคงของเขา ปล่อยให้อยู่ในประเทศของเรา โดยไม่สนใจในข้อวิตกกังวลของเขา และปล่อยให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง ปล่อยให้คนเหล่านี้บ่อนทำลายประเทศของเขามันก็ไม่ดี อย่างเช่นในกรณีของพม่าก็ดี เราต้องให้ความร่วมมือกับประเทศต้นทาง ที่เขามีความวิตกกังวลเหล่านั้นอยู่”

“ถามว่าแล้วทำไมไม่ส่งคนเหล่านี้ออกนอกประเทศไป ก็ในเมื่อคนเหล่านี้มีเรื่องราวที่ต้องเคลียร์ให้เรียบร้อยก่อน มีเรื่องการเมืองมีเรื่องกฎหมายมีเรื่องคดีร้ายแรงอยู่ ถ้าเราส่งไปที่อื่นก็เหมือนเราไม่รับผิดชอบเพื่อนบ้านหรือเพื่อของเราด้วย เมื่อมีคนทำให้ประเทศของเขาเดือดร้อน เราก็ไม่สนใจ แล้วปล่อยให้คนเหล่านี้ไปที่อื่น ทั้งที่เราน่าจะช่วยเหลือเขาได้ มันก็เป็นที่มาของเหตุผลและหลักการต่างๆ แต่อย่างไรก็ตามผมอยากเรียนว่า “บังเอิญที่คนเหล่านี้เป็นมุสลิม บังเอิญที่คนเหล่านี้เป็นอุยกูร์ แล้วก็บังเอิญที่คนเหล่านี้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย เราจึงต้องดำเนินการตามขั้นตอน ตามกฎหมายของเรา ตามกฎหมายของจีน ตามข้อตกลงต่างๆ ที่เรามีกับจีน ตามกฎหมายของตุรกี ตามข้อตกลงกับตุรกี เราบาลานซ์ความสัมพันธ์ ที่ผ่านมานี่นโยบายต่างประเทศของเราๆ ให้ความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศ ไม่ใช่เฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่ง”

“อย่างที่ผมเรียนไปแล้วว่าแม้กระทั้งสหรัฐอเมริกาที่ออกมากล่าวเรา  ทุกคนสามารถกล่าวหาเราได้ ก่อนจะออกแถลงการณ์ต่างๆ น่าจะมีการเจรจาพูดคุยกันสักนิดหนึ่งว่า เหตุผลของเราคืออะไร หลักการในการคิดดำเนินการเป็นอย่างไร ลองคิดในทางกลับกันถ้าเป็นท่านๆ จะตอบว่าอย่างไร บางกรณีองค์กรต่างๆ ก็จะมองในมุมเดียวหรือมองมิติเดียว แต่ไม่ได้มองในมิติของกฎหมายในประเทศนั้นๆ ผลประโยชน์ของประเทศนั้นๆ หรือความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศนั้นๆ แล้วเขาก็มองเรื่องของเขาเป็นหลัก”

รองโฆษกสำนักนายกฯ แจงส่งอุยกูร์กลับจีน เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ

“แต่ไทยนี่เรามองทุกเรื่อง ไม่ได้มองแค่เรื่องของเราเป็นหลัก ไม่ได้มองเพื่อเอาตัวรอดอยู่เพียงอย่างเดียว หากประเภทถ้าใครจะหลบหนีเข้ามาแล้วมอบให้องค์กรต่างประเทศรับไปดูแลอยู่เพียงอย่างเดียว เราไม่เกี่ยว โดยไม่คิดว่าจะต้องช่วยเหลือเพื่อนฝูงหรือดูแลเพื่อนฝูงอันนั้นมันไม่ยุติธรรมต่อเพื่อนฝูง แล้วผมคิดว่าตรงนี้เป็นการตัดสินใจที่ไม่ง่าย เราตัดสินใจบนพื้นฐานของการดูแลสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องที่จะนำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งความรุนแรงนี่เราต้องการแก้ไขอย่างยั่งยืน แล้วถ้าเราปล่อยให้ทำอย่างที่หลายคนต้องการ คือใครเข้ามาในประเทศไทยใครไปทำเรื่องทำราวที่ไหนในประเทศไทย เราก็ให้อยู่ได้ตามสบาย อยากจะออกไปก็ออกไป อีกหน่อยบ้านเมืองเราก็เป็นที่ซ่องสุมของบรรดาผู้ร้ายทั่วโลก หากใครรู้ว่ามาประเทศไทยแล้วเราไม่ทำอะไร อยู่ได้อย่างปลอดภัย ใครไปทำผิดคิดร้ายอะไรก็สามารถเข้ามาอยู่ในประเทศไทย อันนี้ตนพูดในสภาพโดยทั่วๆ ไปไม่ได้กล่าวหาใคร หากใครทำผิดคิดร้ายอะไรในประเทศไทย พอมีเรื่องจะต้องหลบหนีนี่ สิ่งแรกที่พวกเขาคิดก็คือประเทศไทย ถ้าพวกเขารู้ว่าทางการไทยไม่ทำอะไรหรอก ต่อให้เป็นประเทศที่พวกเขาไปสร้างความเสียหายอะไรไว้ทางการไทยก็ไม่ร่วมมือ เพราะฉะนั้นบรรดาคนที่ทำอะไรในลักษณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการก่อการร้าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาชญากรรมข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการฟอกเงิน คือเรื่องของอาชญากรรมทั้งหมดทั้งปวง ประเทศไทยก็จะเป็นศูนย์รวมของบรรดาผู้ร้ายข้ามแดนทั้งหลายแหล่ เรื่องนี้มันก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะอีกหน่อยพอมีกรณีนี้เกิดขึ้นนี่ บรรดาผู้ที่ไม่ประสงค์ดีต่างๆ พอรู้ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นพวกเขาก็ต้องคิดว่า มาประเทศไทยนี่ไม่ได้แล้ว ต้องหลบหนีไปที่อื่น หรือในเรื่องของการดูแลของประเทศกลุ่มนี่เขาก็สามารถแก้ปัญหาของเขาได้มากยิ่งขึ้น ถ้าไทยทำตามคำเรียกร้องของหลายๆ ฝ่ายโดยไม่คำนึงถึงหลักการอะไรเลย เราก็จะกลายเป็นประเทศที่เป็นแหล่งซ่องสุมเป็นแหล่งที่หลบหนีของบรรดาเหล่าคนร้าย การก่อการร้ายหรืออาชญากรข้ามชาติ ซึ่งเราเองไม่อยากจะให้มีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น และก็พี่น้องชาวมุสลิมหรือคนที่นับถือศาสนาอิสลามเองก็คงไม่อยากจะให้มีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น”

“แต่ตนของยืนยันเลยว่าไม่ได้เกี่ยวเลยว่า คนเหล่านั้นเป็นมุสลิม หรือคนเหล่านั้นเป็นอุยกูร์ มันเกี่ยวแค่ว่าคนเหล่านั้นหลบหนีเข้าเมืองมาอย่างผิดกฎหมาย บางกลุ่มมีคดีความ มีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งเราก็ต้องดำเนินการไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยคำนึงถึงกฎหมายของเราด้วย อยากจะขอเรียนว่า บางประเทศนี่ไปให้สถานะคนเหล่านี้ว่าเป็นผู้ลี้ภัย ซึ่งคงคิดว่าพอให้สถานะแบบนี้นี่ จะทำให้มุมมองของคนที่ไม่เข้าใจบริบทของสถานการณ์อย่างแท้จริง เขารู้สึกไขว่เขว มุมมองมันถูกบิดเบือนไปทางอื่น ความเข้าใจมันถูกทำให้คลาดเคลื่อน มันต้องเข้าใจให้ตรงกันว่า พฤติกรรมของคนที่ไม่ต้องให้มีคดีร้ายแรง ของการเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ออกมาจากเมืองโดยผิดกฎหมายนี่มันผิดไหม? และถ้าคิดแค่นี้โดยไม่คำนึงว่า เป็นมนุษย์ชาติพันธุ์ใดก็แล้วแต่นี่ผิดกฎหมายไหม? แต่ไม่ใช่เรื่องนี้ทั้งหมด  เรามองว่ามีข้อกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย เราก็คุยกับจีนว่า เขารับประกันได้ไหมในเรื่องของความปลอดภัย เขามีอะไรยืนยัน ซึ่งเขาก็ตกลงหมดเรื่องการดำเนินกรรมวิธีต่อคนเหล่านี้ ตามกฎหมายของเขา แล้วก็ให้มีการตรวจสอบได้ เมื่อวันพุทธที่ผ่านทางเลขาธิการ สมช.ได้เดินทางไปจีนเพื่อไปดูว่า คนเหล่านี้กินอยู่ยังไง ทางการจีนปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไรในด้านความเป็นอยู่ คือถ้าเราไม่มีความรับผิดชอบเลย หลายประเทศก็วิพากษ์วิจารณ์ให้เราเสียหาย เราก็คงไม่ต้องมาคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ และต้องเรียนว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดหลังจากที่มาการวิพากษ์วิจารณ์ แต่เป็นการตกลงในเบื้องต้น เป็นเงื่อนไขขอการส่งกลับ มีเงื่อนไขก่อนที่จะส่งกลับ ไม่ใช่ว่าพอส่งกลับแล้วเพิ่งจะมาแก้ตัวในเรื่องเหล่านี้ กว่าจะส่งตัวกลับได้ก็ต้องมีการพิสูจน์หลักฐาน มีการเจรจาพูดคุยกันเป็นปี กว่าจะเรียบร้อย กว่าเขาจะส่งหลักฐาน กว่าจะเคลียร์ กว่าจะเจรจาครั้งแล้วครั้งเล่า จนสามารถสกรีนได้ในที่สุด ก็คืออะไรที่จีนไม่สามารถที่จะให้ความชัดเจนแก่เราได้ เราก็ส่งคนเหล่านี้ไปตุรกี ส่งพวกเขากลับบ้านเขาไป ส่วนที่เหลืออยู่คือทางตุรกีก็ไม่ชัดเจน ทางการจีนก็ไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นสถานะของคนเหล่านี้เป็นยังเป็นคนที่หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งเราต้องใช้หลักมนุษยธรรมในการดูแล”

รองโฆษกสำนักนายกฯ แจงส่งอุยกูร์กลับจีน เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ

“ตนคิดว่าแทนที่เราจะมากังวลกับเรื่องเหล่านี้ เราเอาทรัพยากร ความทุ่มเทต่างทั้งหลายแหล่มาดูพี่น้องคนไทยดีกว่า ทั้งชาวพุทธทั้งชาวมุสลิมในประเทศยังมีอีกหลายคนที่ยังด้อยโอกาส ยังขาดโอกาสอีกหลายๆ ด้าน แต่อยากจะเรียนอีกครั้งว่าอย่าพยายามโยงเรื่องนี้ให้มาเกี่ยวข้องกับเรื่องของศาสนา มันไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกันเลย ตนคิดว่าศาสนาไหนก็เหมือนกัน เมื่อคนดีทำดี เราก็มองว่าเป็นคนดี แต่ถ้าคนศาสนาใดก็แล้วแต่ที่ทำความผิด ก็คือคนที่ทำความผิด ตนคิดว่าหลักการมันหลักการเดียวกัน ต้องพยายามให้ความยุติธรรมโดยที่ไม่เอาอคติของเรามาผสมผสานในเรื่องเหล่านี้

ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ส่งไปจีนทั้งหมด 109 คนใช่ไหม ที่ส่งไปตุรกีทั้งหมดเท่าไหร่? ที่ยังเหลืออยู่ในประเทศไทยอีกเท่าไหร่?

พลตรีวีระชน กล่าวตอบว่า... “มี 109 คนถูกส่งกลับไปจีน ที่ส่งไปตุรกี 173 คน และส่งเพิ่มไปอีก 8 คน รวมแล้ว 181 คน ส่วนที่เหลือในเมืองไทยที่ยังไม่สามารถพิสูจน์สัญชาติได้อีก 52 คน และขอยืนยันว่า เราไม่ได้มีการแยกครอบครัว พ่อแม่พี่น้อง เพราะว่าที่ผ่านมานี่ ผมคนพยายามบอกว่าเราได้แยกพ่อแม่แยกลูกอะไรต่างๆ ขอเรียนว่าไม่มี เขาอยู่กันเป็นครอบครัว และในกรณีของการส่งตัวกลับนี่ก็ไม่มีการแยกครอบครัว สำหรับคนที่มีคดีความต่างๆ นี่ไม่ได้มีครอบครัว เพราะฉะนั้นการส่งตัวกลับไปจีนก็ไม่มีประเด็นของการแยกครอบครัว แม้กระทั้งที่อยู่ในจังหวัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสงขลาหรือจังหวัดอื่นๆ สำหรับรัฐบาลเป็นนโยบายที่จะไม่มีการแยกครอบครัวไม่ว่าจะเป็นชาวอุยกูร์หรือโรฮิงยาจะไม่แยกพ่อแม่ลูกจะไม่แยกครอบครัว เพราะเรารู้ว่า ตรงนี้ต่อให้คนที่มีความผิดคิดร้ายอะไรก็ตามถ้ายังไม่ถึงกระบวนการสุดท้ายของกฎหมายเขายังไม่ผิด และเขาก็ยังมีสิทธิที่จะอยู่กับครอบครัวของเขา เราเข้าใจถึงความละเอียดอ่อนตรงนี้ดี

รองโฆษกสำนักนายกฯ แจงส่งอุยกูร์กลับจีน เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ
“ท้ายที่สุดตนไม่อยากให้พี่น้องมุสลิมต้องกังวลอะไร ตนรู้ว่าความเป็นพี่น้องมุสลิมนี่ มันมีอะไรที่มีคุณค่าและยิ่งใหญ่มาก มันเป็นการแสดงที่เป็นการรักหมู่คณะ แต่อย่างไรก็ตามบางครั้งผมอยากเรียนฝากไปยังพี่น้องมุสลิมว่า... “บางครั้งเราก็ต้องมีเหตุผล การรักหมู่คณะของเรานี่ไม่ได้หมายความว่า ใครทำผิดแล้ว เราจะต้องปกป้องหรือว่าไม่ยอมรับที่จะให้เขาเข้าสู่กระบวนการต่างๆ ตรงนี้ตนคิดว่า มันต้องแยกให้ออกระหว่างความรักต่อหมู่คณะในทางที่ถูก จากการปกป้องคนผิด ตนคิดว่าทุกศาสนาทุกเชื้อชาตินี่ เรามีความรู้สึกเดียวกัน เรารักหมู่คณะ เรารักแม้กระทั้งครอบครัวเดียวกัน พ่อแม่พี่น้อง ไม่งั้นพ่อแม่พี่น้องก็ต้องออกมาขัดขวางหมด เพราะว่าลูกทำผิดก็ทำอะไรไม่ได้ ห้ามเอาลูกไปเข้าคุก ห้ามเอาลูกไปลงโทษต่างๆ คือถ้าเราอยู่แบบนี้มันอยู่ไม่ได้ มันก็จะส่งเสริมให้คนที่ไม่ดีนี่ไม่มีบทเรียน นอกจากไม่มีบทเรียนกับคนที่ไม่มดีแล้วยังเป็นตัวอย่างให้กับคนอื่นๆ ต่อๆ ไป มันจะเข้าทำนองปลาตายตัวเดียวเหม็นไปทั้งข้อง  ตนขอเรียนว่าตนเข้าใจคุณค่าของความรู้สึกตรงนั้น แต่อยากเรียนให้แยกแยะนิดหนึ่ง ต้องแยกแยะให้ได้ต้องมีเหตุมีผล ใช้เหตุใช้ผลประกอบมันก็จะยิ่งทำให้การรักหมู่รักคณะนี่มันมีคุณค่ามากขึ้นและใช้ความรักหมู่คณะตรงนี้ไปในทางที่สร้างสรรค์ ใช้ไปในทางบวกในการสร้างความสามัคคี ในการรวมพลังที่ไปทำอะไรในทางที่สร้างสรรค์”

“อันนี้เป็นเรื่องของความกังวลที่ไม่อยากให้กังวล ส่วนเรื่องอื่นคือ ไม่ต้องกังวลว่าเราจะทิ้งขว้างเพราะว่าเป็นชาวมุสลิมชาวมุสลิมเราจึงไม่ได้ให้ความสำคัญ ไม่ใช่เลยครับ อย่างที่เรียนไปแล้วว่า บังเอิญที่คนเหล่านี้เป็นมุสลิม บังเอิญเป็นอุยกูร์ ถ้าคนเหล่านี้เป็นพุทธเป็นคนไทย เราก็ต้องปฏิบัติคล้ายๆแบบนี้ ถ้าเขามีหลักฐาน และมีขั้นตอนมีกระบวนการทางกฎหมายที่มันยุติธรรม เราก็ต้องทำแบบเดียวกันซึ่งมันเป็นมาตรฐานในแบบเดียวกัน และอยากเรียนเพิ่มเติมว่า การตัดสินใจนี่มันไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับศาสนา ไม่เห็นความสำคัญหรือไม่ดูแลมุสลิม ไม่ใช่เลย ประเทศไทยได้ดูแลพี่น้องชาวไทยพุทธและไทยมุสลิมอย่างเท่าเทียมกัน มีสิทธิมีพื้นที่เท่าเทียมกันหมดในประเทศนี้ เพราะฉะนั้นอย่าไปเอาความคิดเหล่านี้มามองว่าประเทศไทยหรือทางการของไทยไม่ให้ความสำคัญกับพี่น้องมุสลิม เรานี่ให้ความสำคัญกับทุกเชื้อชาติทุกศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นคนไทย  ทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิมต่างก็เป็นคนไทยเหมือนกัน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวปิดท้าย

สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์

hot.muslimthaipost.com

เป็นเพื่อน Line กับเรา