ดร.อารง สุทธาศาสน์ เสนอกฎหมายหมิ่นศาสนา แก้ปัญหาความรุนแรง

21 กค. 58     2344

สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์: ดร.อารง สุทธาศาสน์ เสนอกฎหมายหมิ่นศาสนา แก้ปัญหาความรุนแรง

keywords: หมิ่นศาสนา,พ.ร.บ.หมิ่นศาสนา,ความรุนแรง,กฎหมายรัฐธรรมนูญ,สนช.,สปช.,ละเมิด,hate speech,IO,ความรุนแรง,รศ.ดร.อารง,ม.ปทุมธานี

ดร.อารง สุทธาศาสน์ เสนอกฎหมายหมิ่นศาสนา แก้ปัญหาความรุนแรง

เนื่องจากปัจจุบันได้มีกระแสความเกลียดชังกันระหว่างศาสนา และมีการกล่าวร้ายทำลายกันในระหว่างนิกายของแต่ล่ะศาสนา มีการสร้าง IO และวาทกรรมแห่ง Hate Speech ภาพเสียงที่ตัดต่อบรรยายใส่ร้ายกันและกัน

ทั้งที่เกิดจากหน่วยงานของรัฐ องค์ศาสนา ภาคเอกชน ภาคประชาชน ซึ่งเป็นทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตสำนึกของพลเมือง ทั้งทางตรงและทางอ้อม รศ.ดร.อารง สุทธาศาสน์ ผู้อำนวยการสถาบันโลกอิสลาม และคณะกรรมการสภา มหาวิทยาลัยปทุมธานี ได้กล่าวต่อประเด็นนี้ว่า ประเทศไทยควรจะมีมาตราหรือกฎหมายละเมิดศาสนา ส่วนแนวคิดของท่านผู้อำนวยการสถาบันโลกอิสลาม จะเป็นอย่างไรนั้น เราไปอ่านดูแนวคิดของท่านเกี่ยวกับประเด็นนี้กันน่ะครับ

ดร.อารง สุทธาศาสน์ เสนอกฎหมายหมิ่นศาสนา แก้ปัญหาความรุนแรง

รศ.ดร.อารง สุทธาศาสน์ ผู้อำนวยการสถาบันโลกอิสลาม ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาเอก สาขาการบริการการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ได้กล่าวต่อประเด็นนี้ว่า... “ประเทศใดที่มีชนหลายกลุ่มหลายศาสนา มาร่วมอยู่ด้วยนี่มันจะมีเรื่องกระทบกระทั้งกันศาสนาเสมอ มันจะมีคนในศาสนาหนึ่งพูดไม่ดีเกี่ยวกับอีกศาสนาหนึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำ และเรื่องศาสนานี่เป็นเรื่องที่ฝังอยู่ในจิตใจของมนุษย์เพราะว่า เป็นเรื่องที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษมาตั้งแต่ดึงดำบรรพ์ ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเคร่งหรือไม่เคร่ง แต่คนเหล่านั้นก็หวงศาสนากันทุกคน แม้กระทั้งคนที่ไม่เคร่งศาสนาเขาก็หวงศาสนาของเขา เพราะฉะนั้นหลายประเทศเขาจึงป้องกันด้วยการตรากฎหมายขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้มีการหมิ่นศาสนา เรียกว่ากฎหมายหมิ่นศาสนา ยิ่งไปกว่านั้นในหลายประเทศยังมีการตรากฎหมายห้ามหมิ่นเชื้อชาติด้วย เพราะว่าเชื้อชาตินี่มันจะควบคู่กับศาสนา เพราะเรื่องเชื้อชาติเป็นเรื่องที่ฝังอยู่ในจิตใจของมนุษย์มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์” และว่า

“ปัจจุบันนี้ผมมากกว่า 80 ประเทศที่ตรากฎหมายหมิ่นอย่างชัดเจนและก็มีกฎหมายหมิ่นเชื้อชาติด้วย ในอังกฤษก็มี แล้วก็ในประเทศอาเซียนนี่ก็มีเกือบหมด ทำไมต้องมีเพราะการหมิ่นศาสนานี่ ถึงแม้จะมีคนเดียวเท่านั้นที่หมิ่น ก่อจะส่งผลสะเทือนไปทั้งโลก เพราะศาสนาไม่ได้มีอยู่แต่เฉพาะในประเทศนั้น มันมีทั่วโลกโดยเฉพาะปัจจุบันนี้ตัวเลขของมุสลิมมันมีกว่า 2,000 ล้านคน เพราะคนจะมีความผูกพันเป็นพิเศษ อย่างเช่นกลุ่มที่รุนแรงก็อาจจะปฏิบัติการที่รุนแรงต่อไป อย่างกรณีที่เกิดขึ้นในยุโรปในฝรั่งเศส อย่างเช่นกรณีชาร์ลี เอบโด อย่างเช่นกรณีที่เกิดขึ้นในอเมริกา ที่มีคน 2 คนไปกราดยิงคนที่กำลังล้อเลียนภาพการ์ตูนของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) บนถนน ก็มีพี่น้องมุสลิม 2 คนไปยิงกราดคนเล่านั้นบนถนนตายไปหลายคน เราจะถือเป็นเรื่องเล็กไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนมุสลิมที่นับถือศาสนาอิสลามนี่เขาห้ามปฏิบัติอย่างนั้น แต่เราก็ไปห้ามเขาไม่ได้ เพราะเขามีความแค้นเขามีความเจ็บเขาถึงปฏิบัติไป ก็เลยกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว”

ดร.อารง สุทธาศาสน์ เสนอกฎหมายหมิ่นศาสนา แก้ปัญหาความรุนแรง

ผู้อำนวยการสถาบันโลกอิสลาม กล่าวต่อว่า... “อย่างกรณีที่หมิ่นในประเทศเดนมาร์กนี่ มุสลิมหลายประเทศแอนตี้ประเทศเดนมาร์ก เพราะฉะนั้นจึงควรจะมีกฎหมายหมิ่นศาสนา เพราะฉะนั้นบางประเทศเขาบอกว่าเสรีภาพในการแสดงออกนี้ จะไปละเมิดไม่ได้ แต่ให้คิดให้ดีว่าเสรีภาพนี่มีข้อจำกัดไหม มีขอบเขตไหม? มีเสรีภาพที่จะเป็นอื่นไหม มีเสรีภาพที่จะด่าพ่อแม่ของคนอื่นไหม? ขอตอบว่าไม่มี แต่ศาสนามันสำคัญกว่า พ่อแม่ ญาติพี่น้อง จะไปหมิ่นได้อย่างไร อย่างโป๊ปคนปัจจุบันได้ออกมาพูดเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ว่า... คุณจะหมิ่นศาสนาแล้วมาอ้างเรื่องเสรีภาพของการแสดงออกไม่ได้ โป๊ปได้พูดเรื่องนี้ชัดมาก หลายประเทศได้ไปอ้างอิงคำพูดของโป๊ป ประเทศพม่าเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมาได้จับชาวต่างชาติที่มาหมื่นศาสนาพุทธในพม่าแล้วก็ไปจับกุม และศาลได้พิพากษาจำคุกเป็นเวลา 4 ปีด้วยกัน นี่คือการลงโทษการหมิ่นศาสนาในประเทศพม่า”

รศ.ดร.อารง กล่าวต่ออีกว่า... “เรื่องของศาสนานี่คนผูกพันมันมากกว่าที่เราคิด ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยก็เคยมีเหตุการณ์เมื่อ 10-20 ที่ผ่านมา ก็มีฝรั่งไม่รู้เรื่องที่ไปปีนป่ายพระพุทธรูปที่อยุธยา ชาวไทยก็โกรธมาก จนเขาต้องออกมาขอโทษขอโพยกัน เพราะฉะนั้นเรื่องกฎหมายหมิ่นศาสนานี่ตนเชื่อคนส่วนใหญ่จะเห็นด้วย ควรจะมีไม่เช่นก็จะมีผู้คนปากไม่ดี ไม่ค่อยจะรู้เรื่องศาสนาของเขา แต่ตั้งหน้าตั้งตาที่จะพูดจาระรานศาสนาอื่น แม้กระทั้งนักพรต หรือนักบวชก็มี ที่ออกมาระรานศาสนาอื่น แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรได้เพราะว่าเราไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่จะว่าไม่มีเสียทีเดียวก็ไม่ใช่ เพราะมันมีกฎหมายอาญามาตรา 114 ถ้าตนจำไม่ผิด ในกำหมายฉบับนี้ได้ระบุนิดหน่อยที่ไม่ครอบคลุมรอบด้าน เพราะศาสนาทุกศาสนานี่ อันนี้ตนไม่ได้พูดถึงศาสนาอิสลาม แต่ตนหมายรวมถึงศาสนาทุกศาสนา แต่ล่ะศาสนานี่มันมีเรื่องที่หมิ่นไม่ได้ อย่างเช่น วัตถุบูชา ในอิสลามไม่มีวัตถุบูชา แต่อิสลามีศาสดา มีพระผู้เป็นเจ้า 3 อย่างนี้หมิ่นไม่ได้เลย ศาสนาอื่นเข้าก็มีความเชื่อความศรัทธาตามศาสนาของเขาใครจะไปหมิ่นไม่ได้ ทีนี้มาตรากฎหมายอาญาเขาเขียนไว้ไม่ครอบคลุมพอ และก็กฎหมายอาญาจะต้องมีผู้ร้องทุกข์ แม้จะมีใครรู้ถ้าไม่มีผู้ร้องทุกข์ เรื่องทุกอย่างก็จะถูกปล่อยหรือละเลยไป แต่ว่าแม้จะไม่มีคนร้องทุกข์ก็ตาม คนที่มีความคิดที่รุนแรงหรือสุดโต่งก็จะปฏิบัติการอะไรสักอย่างออกไป บางทีก็กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว” และว่า...

“เพราะฉะนั้นตนคิดว่าประเทศไทยควรที่จะมีกฎหมายหมิ่นศาสนา เพราะเรามีกฎหมายห้ามหมิ่นบุคคล เรามีกฎหมายห้ามหมิ่นสถาบันฯ แล้วทำไมกฎหมายห้ามหมิ่นศาสนาจึงไม่มีล่ะ? กฎหมายห้ามหมิ่นบุคคลมันเกิดขึ้นและกระทบต่อบุคคลเท่านั้น กฎหมายหมิ่นสถาบันก็มันกระทบจิตใจของคนทั้งประเทศ แต่กฎหมายหมิ่นศาสนาถ้ามีใครเกิดหมิ่นขึ้นมามันจะกระทบต่อคนทั้งโลก เพราะฉะนั้นกฎหมายหมิ่นศาสนาจึงต้องถือเป็นเรื่องสำคัญ ตนอยากจะให้มีการบรรจุเรื่องนี้ในรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญทุกฉบับนี่เขาพูดในเรื่องศาสนาอยู่แล้ว พูดถึงเรื่องห้ามกีดกันหรือลำเอียงเนื่องจากนับถือศาสนาแตกต่างกัน”

ดร.อารง สุทธาศาสน์ เสนอกฎหมายหมิ่นศาสนา แก้ปัญหาความรุนแรง

รศ.ดร.อารง กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า... “อย่างไรก็ตามควรจะมีอีกสักมาตราหนึ่งที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ห้ามหมิ่นศาสนาหรือสิ่งที่ศาสนานั้นๆ นับถือบูชา ไม่ว่าในกรณีใดๆ ให้มีสักมาตราหนึ่งนี่ไม่ยากอะไรเลย แต่มันจะสามารถแก้ปัญหาได้เยอะมากที่เดียวเลย แก้ได้เยอะมาก ไม่ใช่จะแก้ได้เฉพาะศาสนาอิสลามเท่านั้น แต่สามารถแก้ได้ทุกๆ ศาสนา ตนลองคุยกับคนที่นับถือศาสนาอื่น เขาก็ชอบกฎหมายนี้ เพราะกฎหมายมาตรานี้สามารถที่จะป้องกันปัญหาสังคมไว้ก่อน เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์ที่มีการเขม่นชาวพุทธขึ้นมา เขม่นชาวมุสลิมหรือชาวฮินดูขึ้นมา แล้วก็มีการไปพูดจาระราน หรือมีการสวมรอยสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเพื่อให้เกิดความแตกแยกกับชนในชาติ  โดยเฉพาะการสวมรอยนี่น่ากลัว สมมุติว่าเกิดมีคนอยากจะให้ชาวคริสเตียนกับอิสลามปะทะกัน ซึ่งมุสลิมกับคริสเตียนปะทะกันมาเป็นร้อยๆ ปีแล้วตั้งแต่สงครามครูเสด แต่ความรู้สึกของบางคนนี่ยังมีมาจนกระทั้งเดียวนี้ สมมุติว่าพวกเขาอยากจะให้มีการปะทะกัน พวกเขาก็สามารถที่จะสวมรอยให้เกิดการหมิ่นศาสนาระหว่างกันขึ้นมา หรือว่าจ้างให้คนไปหมิ่นศาสนาหนึ่ง และมุสลิมนี่ก็จะแสดงออกมาอย่างรุนแรง เรื่องมีการว่าจ้างให้มีการหมิ่นศาสนานี่ มันเคยมีและเคยเกิดขึ้นมาอย่างจริงๆ เพียงแต่ตนไม่อยากจะให้ข้อมูลเชิงลึกตรงนี้  มีการว่าจ้างให้มีการจาบจ้วงลบหลู่ศาสนา โดยเฉพาะท่านศาสดามูฮัมมัด สอนอะไรให้หมิ่นแบบนี้แล้วมุสลิมก็จะโกรธมาก เช่นเอาบางหน้าที่เป็นโองการในพระคัมภีร์อัลกุรอ่าน แล้วนำไปแปะที่สะโพกของผู้หญิงจากนั้นก็ถ่ายรูป เมื่อเอารูปดังกล่าวมาเผยแพร่ ก็จะทำให้พี่น้องมุสลิมทั้งโลกรู้สึกปวดร้าว แต่จริงๆ แล้วศาสนาอิสลามได้สอนให้พี่น้องมุสลิมมีความอดทนข่มใจ แต่มุสลิมมีมากถึง 2,000 ล้านคน คนส่วนใหญ่อาจจะอดทนได้ แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่อารมณ์ร้อนอารมณ์รุนแรงนี่ เราจะไปตำหนิเขาก็ไม่ได้ ทั้งๆ ที่กลุ่มคนเหล่านี้บางครั้งพวกเขาก็ไม่ได้เคร่งศาสนามากนัก แต่เราจะไปห้ามความรู้สึกของพวกเขาไม่ได้ เพราะพวกเขามีอารมณ์ที่รุนแรง เมื่อพวกเขาแสดงความรุนแรงออกมาก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ จึงมีการปะทะกันมีการตอบโต้กัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วการใช้กำลังกันมันก็เกิดขึ้นในประเทศนั้นๆ”

และกล่าวเสริมอีกว่า... “ในประเทศมาเลเซียมีกฎหมายหมิ่นศาสนาหมิ่นเชื้อชาติ ฟิลิปปินส์ก็มี อินโดนีเซียก็มีหลายประเทศมี มันจะเสียหายอย่างไรถ้าเรามีกฎหมายหมิ่นศาสนา เราจะอ้างสิทธิเสรีภาพของการแสดงออกไม่ได้เด็ดขาด ถ้าเราสามารถแสดงออกทุกอย่าง กฎหมายหมิ่นประมาทก็คงจะไม่มีในโลกนี้ ในอเมริกาก็มีกฎหมายห้ามหมิ่นบุคคล ตนจึงคิดว่าตนอยากจะขอร้องผู้ที่มีความเกี่ยวข้องในแต่ละยุคสมัย สมัยนี้มี สนช.,สปช.ลองหยิบเรื่องนี้เสนอพิจารณาสักครั้งหนึ่ง ตนคิดว่าชนในศาสนาต่างๆ จะลุกขึ้นมาให้การสนับสนุนอย่างแน่นอน” ดร.อารง กล่าวปิดท้าย

ดร.อารง สุทธาศาสน์ เสนอกฎหมายหมิ่นศาสนา แก้ปัญหาความรุนแรง

๐สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์

hot.muslimthaipost.com

เป็นเพื่อน Line กับเรา