ฟาติม๊ะห์ เข็มมณี ใจสลายในสายน้ำเชี่ยว

31 ตค. 59     4471

ฟาติม๊ะห์ เข็มมณี ใจสลายในสายน้ำเชี่ยว

โดย...โยธิน อยู่จงดี

“อินนา ลิลลาฮิ วะอินนา อิลัยฮิ รอญิอูน แท้จริงเราเป็นของอัลลอฮ์ และแน่แท้เราย่อมกลับคืนสู่พระองค์”


ฟาติม๊ะห์ เข็มมณี มองไปยังริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งกำลังขึ้นสูงและไหลเชี่ยวกรากจากอิทธิพลมรสุมพายุที่พัดผ่านอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา สายน้ำเส้นเดียวกับที่เคยพรากชีวิตคนที่เธอรู้จักไปมากมาย จากเหตุการณ์เรือล่มหน้าวัดสนามไชย จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา


เธออาศัยอยู่ในชุมชนมัสยิดอาลียินนูรอยน์ จ.พระนครศรีอยุธยา ทุกๆ ปีมัสยิดแห่งนี้จะประกอบพิธีโฮ้ลร่วมกับมัสยิดอื่นๆ ที่นับถือ โต๊ะกีเเซะ ที่ชาวอยุธยากลุ่มหนึ่งเคารพให้เกียรติในฐานะบรมครู พิธีนี้จะจัดงานทุกปีเป็นเวลา 3 วัน โดย 2 วันแรกจะเป็นงานเลี้ยงฉลอง และวันสุดท้ายจะมีการแห่คานหามที่เคยเป็นพาหนะของโต๊ะกีแซะ ด้วยการล่องเรือจากมัสยิดอาลียิดดารอยน์ ภูเขาทอง ไปยังมัสยิดตะเกี่ยโยคิน ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 18 ก.ย. โดยมีกลุ่มชาวมุสลิมที่มีจิตศรัทธาในสิ่งเดียวกันหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศเข้าร่วม และฟาติม๊ะห์ก็เป็นหนึ่งในคนที่ร่วมขบวนแห่คานหามที่ประสบเหตุการณ์อันน่าเศร้าสลดในครั้งนี้

ฟาติม๊ะห์ เข็มมณี ใจสลายในสายน้ำเชี่ยว


“เหตุการณ์เรือล่มระหว่างร่วมขบวนไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดกับเรา ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2550 บริเวณโค้งน้ำหน้าป้อมเพชร จ.พระนครศรีอยุธยา เพียงแต่ว่าเรือที่ล่มในคราวนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน คราวนั้นเป็นเรือรับรองสำหรับร้านอาหาร ล่มใกล้ตลิ่งและกระแสน้ำไม่ได้เชี่ยวมากเหมือนคราวนี้ จึงรอดปลอดภัยกลับมาทุกคน


“ครั้งนี้เป็นเรือที่โต๊ะอิหม่ามหามาจากตลาดขวัญนนทบุรี ชื่อเรือสมบัติมงคลชัยทับทิม เพราะว่าผู้ร่วมทางนั้นจะมาหลายวันเลยจัดหาเรือกองกลางมาใส่ในขบวนเรือให้ ซึ่งขบวนเรือในแต่ละปีก็มีหลายสิบลำแห่กันไป แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่ามีใครได้บนบานสานกล่าวอะไรไว้บ้างก็มาแก้เนียด (การแก้บน) กันไป


“ตอนปี พ.ศ. 2550 พี่ก็เนียดไว้ว่า ถ้าแฟนได้ไปญี่ปุ่นเราจะแก้เนียดด้วยการหาเรือมาร่วมแห่ของเราเอง ในปีนั้นเราจึงไม่ได้อยู่ในเรือที่ล่ม ซึ่งแต่ละปีจะมีเรือร่วมขบวนประมาณ 20 ลำ หรือมากกว่า บางคนที่มีเรือของเขาเองก็เอาเรือส่วนตัวเข้ามาร่วมในขบวนเรือ แต่คนที่ไม่มีเรือหรือจัดหาเรือมาก็มาขึ้นเรือกองกลาง ซึ่งเป็นเรือที่ครอบครัวไหนก็สามารถขึ้นได้ ส่วนปีนี้ครอบครัวเราเลือกขึ้นเรือกองกลางในลำที่ประสบเหตุพอดี


“เวลาที่พวกเราอยู่ในเรือกองกลางพวกเราก็จะเล่นเครื่องดนตรี ตีกลอง ร้องเพลงในแบบของชาวมุสลิม เรือก็จะล่องไปเรื่อยๆ ตามลำน้ำเจ้าพระยา เป็นบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเองระหว่างชาวมุสลิมด้วยกัน”


ฟาติม๊ะห์ เล่าพลางเปิดรูปถ่ายจากสมาร์ทโฟนของเธอ ซึ่งทำให้เราเห็นบรรยากาศความสุขของเหล่าผู้คนที่มาร่วมทำบุญด้วยกัน โดยไม่มีใครจะคาดคิดเลยว่าจะเกิดเหตุร้ายตามมาหลังจากนั้น ระหว่างที่ทุกคนกำลังเพลิดเพลินกับวิวริมแม่น้ำสองข้างทาง เรือสมบัติมงคลชัยทับทิม มี วิรัตน์ ไชยศิริกุล เป็นนายท้าย ซึ่งเป็นเรือกองกลางบรรทุกผู้โดยสารมาประมาณ 150 คน ก็หักหลบเรือบรรทุกทรายเข้าหาตลิ่ง และเข้าเกียร์ถอยหลังเพื่อเบรกเรือเต็มแรงจนทุกคนในเรือโซเซ จากนั้นเรือก็ชนเข้ากับแท่งปูนใต้น้ำที่ห่างจากตลิ่งราว 5 เมตร เกิดเสียงดังสนั่นทั้งลำเรือ น้ำพุ่งทะลักเข้าท่วมเรืออย่างรวดเร็ว เกิดความโกลาหลจนยากจะควบคุม


“ช่วงที่เกิดเหตุเรากำลังนั่งเล่นถ่ายรูปกันอยู่ ได้ยินเสียงเรือเบรกแล้วชนกับอะไรบางอย่าง มีเสียงกรีดร้องโวยวายกันทั้งลำ เสียงหนึ่งในนั้นบอกให้ทุกคนนั่งลงก่อน แต่ทุกคนต่างเริ่มไม่ไว้ใจในสถานการณ์ และก็เริ่มลุกขึ้นยืนดูว่าจะเอายังไงกันต่อ ตอนนั้นเราก็ยังถ่ายต่อไปว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ลูกชายรีบวิ่งมาบอกให้เราเก็บของใส่กระเป๋าแล้วรีบกระโดดออกจากเรือทันที เพราะรู้ชัดเจนแล้วว่าเรือกำลังจะจมลงอย่างรวดเร็ว คนข้างในเรือที่เหลือรีบแจกเสื้อชูชีพให้เด็กและคนแก่

ฟาติม๊ะห์ เข็มมณี ใจสลายในสายน้ำเชี่ยว

“แต่ด้วยความที่กระแสน้ำนั้นเชี่ยวมากทำให้เรือจมลงอย่างรวดเร็ว พอเราถึงฝั่งหันกลับไปมองเรือที่กำลังเอียงตัวจมลงในแม่น้ำ ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ติดอยู่ในเรือ โดยเฉพาะชั้นล่างจมลงไปหมดแล้ว ตัวลูกชายและกลุ่มผู้ชายที่แข็งแรงพอต่างก็ช่วยกันดึงคนที่อยู่ใกล้ที่สุดออกจากเรือ ดำลงไปช่วยก็มี ขบวนเรือที่ตามมาก็หยุดเข้ามาช่วยพวกเราที่กำลังติดอยู่ในเรือ”


เสียงบอกเล่าเหตุการณ์จากเธอหยุดลงไปพร้อมภาพในคลิปวิดีโอ เรารับรู้ถึงความรู้สึกแสนเศร้าสลดที่ถ่ายทอดมาจากความเงียบงัน แม้ไม่มีคำพูดใดๆ เอ่ยออกมา ยิ่งมองบรรยากาศรอบๆ ชุมชนแม้มีผู้คนมากมายพักผ่อนที่บ้านในวันอาทิตย์ แต่เรากลับไม่ได้ยินแม้แต่เสียงเด็กออกมาวิ่งเล่น ไม่มีเสียงหัวเราะใดๆ ของคนในชุมชน ชายคนหนึ่งเดินก้มหน้าผ่านเราไปด้วยสีหน้าเศร้าหมอง ฟาติม๊ะห์ บอกกับเราว่าชายคนนี้เพิ่งเสียลูกและภรรยาไป 


ไม่ใช่เพียงแค่นั้น เมื่อเธอชี้ไปยังบ้านหลังที่อยู่ติดกัน แล้วบอกว่าบ้านหลังนี้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ถึง 7 คน แต่ก่อนพวกเขาไม่เคยคิดจะขึ้นเรือร่วมขบวนแห่ไปกับเราเลย แต่ครั้งนี้ลูกหลานขึ้นมาจาก จ.ตรังกันเยอะและอยากจะร่วมขบวนเรือก็เลยลงเรือไปด้วยกัน มีทั้งเด็กเล็กๆ ที่เคยมาวิ่งเล่นแถวบ้าน เธอยังจำได้เลยว่าเด็กๆ มาวิ่งที่ลานหน้าบ้าน แล้วก็บอกกับเด็กๆ ไปว่าให้วิ่งเล่นที่อื่นก่อนเพราะเธอกำลังจะนอน  แต่ไม่เคยคิดว่าจะไม่ได้เห็นเด็กคนนั้นวิ่งเล่นเป็นครั้งสุดท้าย ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ในบ้านหลังนั้นแล้ว เจ้าของก็เดินทางกลับภาคใต้ เพราะเขาทำใจไม่ได้ที่ต้องสูญเสียพ่อแม่และลูกหลานไปเป็นจำนวนมากขนาดนี้ บางครอบครัวนั้นหนักกว่าไม่มีใครที่ไม่สูญเสียเลย ตั้งแต่พี่ชายคนโตยันน้องคนเล็ก สูญเสียหมดทุกคน คนโตเสียลูกสาว คนที่สองเสียหลาน คนที่สามเสียภรรยา คนที่สี่กับห้าเสียทั้งลูกและเมีย และสำหรับตัวฟาติม๊ะห์เองเธอบอกกับเราว่ายังโชคดีที่ไม่สูญเสียใครในครอบครัวในเหตุการณ์ครั้งนี้ 

ฟาติม๊ะห์ เข็มมณี ใจสลายในสายน้ำเชี่ยว

“พอเราลงเรือมาแล้วก็ยังใช้เวลาอยู่เกือบตลอดทั้งคืนเพื่อหาศพทั้งหมดให้ครบ แล้วนำมาวางนอนเรียงกันที่มัสยิดเพื่อรีบนำไปฝัง เพราะตามหลักศาสนาอิสลามจะต้องฝังศพภายใน 24 ชั่วโมง กลายเป็นภาพที่เราไม่คิดว่าในชีวิตจะต้องเจอ ภาพที่ควรเป็นการฉลองที่จบลงด้วยความสุข กลับกลายเป็นความเศร้า ที่ต้องมานั่งเฝ้าศพญาติพี่น้องของตัวเองเพื่อรอนำศพไปฝัง ทั้งมัสยิดมีศพเรียงกันเต็มไปหมด ครั้งแรกเราพบทั้งหมด 13 ศพ ในที่เกิดเหตุเวลานั้น จากนั้นตอนเช้าก็มีศพมาจากโรงพยาบาลบ้าง เจอตรงที่เกิดเหตุบ้าง ทยอยกันมาเรื่อยๆ

“มีศพเด็กคนหนึ่งลอยน้ำไปติดที่วัดพนัญเชิง เราก็รีบเอามาฝังเลยเพราะเลยเวลามามากแล้ว ศพสุดท้ายที่เราเจอคือตอนยกเรือขึ้นมา เป็นศพคุณยายที่อายุมากที่สุดที่นั่งมาในเรือลำนั้น ความรู้สึกของเราเหมือนกับว่าคุณยายแกรอให้ลูกหลานขึ้นไปหมดแล้วยายแกถึงขึ้นตามมา และบ้านแกก็อยู่ใกล้ๆ กับเรานี่เอง


“ความรู้สึกในตอนนั้นมันมีแต่น้ำตา แม้เราไม่ได้สูญเสียใคร แต่การที่ต้องมาช่วยคนอื่นๆ ห่อศพญาติพี่น้อง ศพคนที่เรารู้จักทักทายกันทุกเช้าทุกวัน ไปตลาดนัดก็เจอกัน มันเต็มไปด้วยความเศร้าที่สุด เห็นบางคนต้องมานั่งฝังลูกตัวเอง แต่ละคนที่เสียไปก็อายุน้อยๆ กันทั้งนั้น ยังไม่ควรถึงเวลาของพวกเขาเลย แต่เมื่อถึงคราวอันเป็นประสงค์ของอัลเลาะห์ เขาก็ต้องกลับคืนไปสู่พระองค์ ไม่มีใครฝืนได้”


ฟาติม๊ะห์ บอกต่อว่า “เราทุกคนไม่มีใครกล่าวโทษคนขับเรือในสิ่งที่เกิดขึ้น เราคิดว่าคงเป็นบททดสอบแห่งอัลเลาะห์ ที่ส่งบททดสอบชีวิตมาให้เรา เพราะหากเขาไม่คิดเรื่องความปลอดภัยจริงๆ เขาคงไม่เลือกที่หลบเรือบรรทุกทรายที่วิ่งสวนมา และเขาคงไม่เบรกให้เรือหยุด ไม่อยากจะคิดเลยว่าหากวันนั้นเรือของเราชนกับเรือบรรทุกทรายเราคงสูญเสียกันมากกว่านี้ แต่ว่ากระแสน้ำมันแรงมากทำให้คนขับเอาเรือไม่อยู่ แกมารับจ้างก็อยากได้เงิน ไม่อยากให้เกิดการสูญเสีย เราก็สงสารเขาเหมือนกัน


“ในความคิดของคนอื่นที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ มองว่าเหตุการณ์ไม่น่าจะรุนแรงจนเกิดการเสียชีวิตมากขนาดนี้ แต่สำหรับเราๆ บอกได้เลยว่า คนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพราะเขาว่ายน้ำไม่เป็น แต่พวกเขาไม่รอดเพราะไม่มีโอกาสที่จะหนีออกมาได้ทัน ต่อให้เป็นนักกีฬาว่ายน้ำระดับไปแข่งโอลิมปิก ถ้าไม่มีโอกาสก็หนีออกมาไม่ทัน วินาทีเรือชนน้ำพุ่งทะลุออกมาจากท้องเรือแล้วเรือก็จมลงอย่างรวดเร็ว บวกกับกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากยิ่งทำให้สถานการณ์คับขันยากจะเอาตัวรอดได้อีก คนที่หนีออกมาได้ส่วนใหญ่ของชั้นล่างคือคนที่อยู่บริเวณกราบเรือ คนที่อยู่ด้านในไม่ทันได้ทำอะไรน้ำก็สูงท่วมเพดานเรือชั้นล่างแล้ว พวกเขาก็หาทางออกไม่ได้ ไม่นานนักพวกเขาก็ขาดอากาศหายใจในที่สุด บางคนช่วยมาได้แต่สมองก็ขาดอากาศไปแล้ว


“ในท่ามกลางความสูญเสียเราก็ได้เห็นน้ำใจของคนจำนวนมากที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพวกเรา อยากจะกล่าวขอบคุณทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือ เราได้เห็นน้ำใจจากสังคม แม้แต่พระสงฆ์ที่นับถือต่างศาสนาก็ยังยื่นมือให้ความช่วยเหลือ แสดงน้ำใจต่อเรา ตอนนี้พวกเราก็ต้องดำเนินชีวิตกันต่อไป เราต้องอยู่ให้ได้ ในเมื่อเบื้องบนกำหนดมาแบบนี้แล้วเราก็ต้องอยู่ให้ได้ แม้จะรู้สึกเหงา เศร้า บ้านที่เคยคับแคบแต่อบอุ่นด้วยคนในครอบครัว แต่เวลานี้กลับโล่งและเงียบไปชั่วอึดใจ แต่เราก็ต้องอดทนผ่านพ้นวันเวลาเหล่านี้ไปให้ได้ แม้จะรู้ว่ายากแค่ไหนก็ตาม”

ฟาติม๊ะห์ เข็มมณี ใจสลายในสายน้ำเชี่ยว


ฟาติม๊ะห์ เข็มมณี ใจสลายในสายน้ำเชี่ยว

ฟาติม๊ะห์ เข็มมณี ใจสลายในสายน้ำเชี่ยว


ฟาติม๊ะห์ เข็มมณี ใจสลายในสายน้ำเชี่ยว


posttoday.com

เป็นเพื่อน Line กับเรา