ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป ทำไมมุสลิมกล่าวไม่ได้?

2 พย. 59     16983
คลิกรับรางวัล : เป็นเพื่อน Line กับเรา

ไขข้อข้องใจ เพราะเหตุใดมุสลิมจึงกล่าวคำว่า ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป ไม่ได้ ?...


ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป ทำไมมุสลิมกล่าวไม่ได้?

 

loading...

 

"ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป"

ซึ่งคำว่า "ชาติ" ในที่นี้ หมายความว่า การกำเนิด ในประโยคนี้ จะมีนัยความหมายว่า ขอตามไปเป็นผู้ที่ได้รับใช้ท่านในทุกครั้งที่ท่านได้เกิดขึ้นไม่ว่าจะกี่รอบก็ตาม 

แต่ทว่าในอิสลามของเรามีหลักความเชื่อในเรื่องการเกิด การเสียชีวิต ที่ชัดเจน เราเชื่อว่าเรานั้นเกิดมาเพื่อการอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และต้องเสียชีวิตลง และจะถูกฟื้นคืนชีพในวันกิยาะมะฮฺอีกครั้งหนึ่งเพื่อที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา จะได้สอบสวนการงานต่างๆของเราที่ได้กระทำไว้ในโลกนี้ และหลังจากนั้นจะเดินทางสู่โลกอันเป็นนิรันดร์ ซึ่งจะเป็นสวรรค์หรือนรกนั้นก็ขึ้นอยู่กับการงานที่ได้ปฏิบัติไว้ในโลกนี้

 

สรุปให้เข้าใจง่ายๆ คือ เราเกิดแค่ครั้งเดียวและตายเเค่ครั้งเดียว และจะถูกฟื้นคืนชีพขึ้นมาในวันกิยามะฮฺ (วันสิ้นโลก) อีกครั้งหนึ่ง กล่าวคือ ในศาสนาอิสลามไม่ยอมรับเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด มีเพียงเเค่ลักษณะที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นเท่านั้น ดังนั้นนี่คือสิ่งที่มุสลิมจะต้องศรัทธาเเละเชื่อมั่นให้เป็นไปตามนี้ทุกประการ

 

ซึ่งต่างกับความเชื่อของชาวพุทธอย่างสิ้นเชิง เพราะพวกเขามีความเชื่อว่า เกิดมาในโลกนี้เมื่อสิ้นอายุไขแล้วก็จะตายจากไป และจะเกิดขึ้นมาอีกในชาติต่อๆไป และตายไปอีก วนเวียนในสภาพนี้ตลอดไปไม่รู้จบ

 

ดังนั้น จากจุดนี้เราจึงเห็นถึงความแตกต่างทางความเชื่อของอิสลามและศาสนาพุทธในเรื่องอย่างนี้ชัดเจน และไม่มีความเหมือนหรือคล้ายคลึงกันเลย

ฉะนั้นแล้ว เมื่อความเชื่อที่ผิดแปลกไปจากอิสลามก็ย่อมไม่ใช่อิสลาม จึงห้ามมิให้มุสลิมมีความเชื่อแบบนี้เป็นขาด เเละหากมุสลิมคนใดที่มีความเชื่อดังกล่าว เขาคนนั้นก็สิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิมอย่างไม่เป็นที่สงสัย(เพราะการศรัทธาต่อการวันกิยามะฮฺ เเละการฟื้นคืนชีพเพื่อการชั่งน้ำหนักความดีความชั่ว เป็นหลักศรัทธาพื้นฐานของมุสลิมทุกคน

"เราเเค่พูด เเต่เราไม่ได้เชื่ออย่างนั้น" !!!

ในประเด็นที่มีพี่น้องบางท่านกล่าวว่า "เราพูดเเค่ลมปาก เเต่ในใจเราไม่ได้เชื่ออย่างที่พูด" กล่าวคือคนที่พูดประโยคดังกล่าวเขาพยายามจะสื่อว่า เขาพูดประโยคที่ว่า "ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป" ก็จริง เเต่เขาไม่ได้เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด อีกทั้งเขายังมีความเชื่อเกี่ยวกับการฟื้นคืนชีพอย่างถูกต้องตามหลักการศาสนาเสียด้วยซ้ำ ซึ่งจากประเด็นนี้บ่งบอกให้เห็นว่าผู้ที่มีความคิดทำนองนี้ เขาไม่เข้าใจในเรื่องขององค์ประกอบหลักของอีหม่าน(การศรัทธา) 

จึงขอทำความเข้าใจในประเด็นนี้ว่า การศรัทธาของคนเรานั้นประกอบไปด้วย 3 ประการคือ 

1.ศรัทธาจากหัวใจ

2.การกล่าวปฏิญาณยืนยันด้วยคำพูด

3.พฤติกรรมการเเสดงออกทางด้านร่างกาย


ซึ่งทั้ง 3 ประการดังกล่าวนี้ถูกเรียกรวมว่า "อีหม่าน" หรือการศรัทธานั่นเอง ดังนั้นคนที่จะเป็นผู้ศรัทธาต้องมีทั้งสามองค์ประกอบนี้ในตัวของเขาโดยไม่ขาดตกบกพร่องในประการหนึ่งประการใด ดังนั้นเมื่อมีครบทั้งสามประการนี้เมื่อใด เมื่อนั้นเขาถึงจะเป็นผู้ศรัทธาที่ถูกต้อง 

เเละเช่นเดียวกัน การที่คนๆหนึ่งจะสิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิม (มุรตัด) ใช้องค์ประกอบทั้งสามประการนี้เป็นเกณฑ์ในการตัดสิน นั่นคือ ผู้ใดที่ขาดองค์ประกอบข้อหนึ่งข้อใดไป ถือว่าเขาผู้นั้นสิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิม ดังนั้นบางคนจึงสิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิมเพราะหัวใจปฏิเสธ ถึงเเม้ปากและการกระทำจะบ่งบอกว่าเป็นมุสลิมก็ตาม แต่ทว่าในเรื่องของหัวใจเป็นเรื่องที่มนุษย์ไม่สามารถที่จะตัดสินได้ จึงต้องยกให้เป็นเรื่องระหว่างเขากับอัลลอฮฺ เเต่ 2 ประการที่เหลือนั้น คือ คำพูดเเละการปฏิบัติ จะเป็นตัวที่บ่งชี้ถึงสถานภาพความเป็นมุสลิมได้อย่างชัดเจน จึงมีบางคนที่สิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิมด้วยกับคำพูด หรือบางคนสิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิมด้วยกับการปฏิบัติ และหลักฐานจากอัล-กุรอานที่ยืนยันว่าการกระทำกับคำพูดจะต้องสอดคล้องกันคือ

وَمِنَ النَّاسِ مَن يَقُولُ آمَنَّا بِاللَّهِ وَبِالْيَوْمِ الْآخِرِ وَمَا هُم بِمُؤْمِنِينَ 

ความว่า : จะมีคนอยู่ส่วนหนึ่งที่พวกเขาจะกล่าวว่า พวกเราศรัทธาต่ออัลลอฮฺเเละเชื่อในวันอาคิเราะฮฺ หากแต่พวกเขาหาได้เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ศรัทธา (อัล-บะกอเราะฮฺ : 8)

จากอายะฮฺนี้คือ บุคคลที่ยืนยันเเค่ปากว่าเป็นผู้ศรัทธาเเต่มีพฤติกรรมที่เป็นการปฏิเสธศรัทธา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เป็นผู้ศรัทธา เพราะไม่มีสามองค์ประกอบอย่างครบถ้วน

ดังนั้น เมื่อเราเข้าใจประเด็นนี้อย่างเเจ่มเเจ้งเเล้ว เราจะเห็นได้ทันทีเลยว่า คำกล่าวที่ว่า "ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป" นั้นเป็นการกล่าวคำพูดที่เป็นการปฏิเสธศรัทธาอย่างชัดเจนดังที่ได้ชี้เเจงไปแล้วเมื่อตอนต้น เพราะฉะนั้นผู้ที่กล่าวประโยคนี้จึงถูกตัดสินว่าเขาผู้นั้นสิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิมด้วยกับคำพูด ถึงเเม้ใจของเขาจะไม่ได้เชื่อตามที่เขาพูดออกมาก็ตาม ดังที่เราทราบกันมาเเล้วว่าการที่จะเป็นผู้ศรัทธาต้องมีทั้งสามองค์ประกอบดังกล่าวอย่างสมบูรณ์โดยไม่ขาดตกบกพร่องในข้อหนึ่งข้อใดไป เเละจำเป็นสำหรับผู้ที่กล่าวประโยคดังกล่าวจะต้องเตาบะฮฺ(กลับเนื้อกลับตัว) เเละกล่าวกะลิมะฮฺชะฮาดะฮฺใหม่ (กล่าวคำปฏิญาณตนใหม่)

ดังกล่าวข้างต้นนี้จึงเป็นที่เเน่ชัดเเล้วว่าไม่เป็นที่อนุญาตอย่างเด็ดขาดที่มุสลิมจะใช้ถ้อยคำนี้ในการเเสดงความเสียใจ

สุดท้ายนี้เราขอย้ำว่า เราในฐานะชาวมุสลิมเป็นประชาชนคนไทย ที่เกิดในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ต่างมีความเสียใจต่อการสูญเสียในครั้งนี้ไม่น้อยไปกว่าประชาชนที่นับถือศาสนาอื่นๆ เเต่ศาสนาของเราได้วางขอบเขตในการที่จะเเสดงออกถึงความเสียใจเอาไว้ นั่นคือ จะต้องไม่มีการตีโพยตีพาย ตีอกชกตัว ทำร้ายตัวเอง เเละข้อห้ามอื่นๆในทำนองดังกล่าวนี้ เเต่เราขอเเสดงออกความเสียใจด้วยกับสิ่งที่ศาสนาอนุมัติเท่านั้น เเละการเเสดงออกที่ดีที่สุด ณ เวลานี้คือ การเจริญรอยตามสิ่งดีงามทั้งหลายที่ในหลวงได้ทรงปฏิบัติไว้เป็นเเบบอย่าง อาทิเช่น การร่วมมือกันในการนำพาประเทศชาติบ้านเมืองไปสู่ความสงบสุขสันติ อันเป็นผลให้ประชาชนมีชีวิตการเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หรืออะไรทำนองนี้ เป็นต้น


วัลลอฮุอะลัม (อัลลอฮฺทรงรู้ดีที่สุด)


ที่มา: อิสลามตามแบบฉบับ
news.muslimthaipost.com