ชี้แจงข้อเท็จจริงการบิดเบือนคําสอนศาสนาอิสลามในเอกสาร 'เบอร์ญีฮาด ดิ ปัตตานี'

12 พค. 60     7955

ชี้แจงข้อเท็จจริงการบิดเบือนคําสอนศาสนาอิสลามในเอกสาร 'เบอร์ญีฮาด ดิ ปัตตานี'
การบิดเบือนคำสอนศาสนาอิสลามในเอกสาร เบอร์ญีฮาด ดิ ปัตตานี (การต่อสู้ที่ปัตตานี)

(เก็บความจาก คำชี้แจง ของสำนักจุฬาราชมนตรี)



เอกสารชื่อ การต่อสู้ที่ปัตตานี ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่มีลักษณะบิดเบือนคำสอนของศาสนาอิสลาม และมีข้อความชักจูงให้ใช้ความรุนแรง ทางราชการได้เสนอเรื่องมายังสำนักจุฬาราชมนตรี เพื่อให้ทำการศึกษาหาทางแก้ไข และชี้แจงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ให้ประชาชนได้รับทราบ
 

ทางสำนักจุฬาราชมนตรี หวังว่าเอกสารชี้แจงนี้ จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนคนไทยโดยทั่วไป เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีแก่คำสอนของอิสลาม และภาพลักษณ์ของชาวไทยมุสลิม และอยากให้ประชาชนชาวไทย ตระหนักอยู่เสมอว่าทุกคนคือ คนไทย ที่จะต้องรักและหวงแหนประเทศชาติบ้านเมือง การดำเนินการใด ๆ ที่ส่อไปในทางการใช้ความรุนแรง ขอให้ทุกฝ่ายได้คำนึงว่า สิ่งนั้นไม่ใช่วิถีทางของอิสลาม และการใช้ความรุนแรง ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ สันติวิธีเท่านั้น ที่จะแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ความรู้ความเข้าใจซึ่งกันและกัน และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน บนความแตกต่างทางชาติพันธุ์ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม เท่านั้นจึงจะสงบสุขได้

ตามที่เกิดสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เริ่มตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.๒๕๔๗ และดำเนินมาตามลำดับจนนำไปสู่การสูญเสียชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมาก เป็นโศกนาฎกรรมอันหน้าเศร้าสลดอย่างยิ่ง มีผู้ไม่หวังดี ทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นในชาติ โดยฝ่ายหนึ่งคือ กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ที่ได้นำหลักการศาสนามาอ้างใช้ในวิถีทางที่ไม่ถูกต้อง ใช้วิถีทางแห่งความรุนแรง สร้างสถานการณ์ความไม่สงบ จนนำไปสู่การเสียชีวิต และทรัพย์สินของชาติ การกระทำดังกล่าวทำให้เกิดผลเสียหายอย่างยิ่ง ต่อภาพลักษณ์ของศาสนาอิสลาม ซึ่งให้ความสำคัญต่อวิถีทางแห่งสันติ การอยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทร ระหว่างมนุษย์ทุกหมู่เหล่าดังคัมภีร์กุรอาน บัญญัติไว้ ความว่า

            "เราได้สร้างมนุษย์จากชายหนึ่งและหญิงหนึ่ง และจากทั้งสองนั้นได้มีมนุษย์เป็นชาติพันธุ์เผ่าต่าง ๆ มากมาย เพื่อให้ทำความรู้จักซึ่งกันและกัน " (๔๙:๑๓)

            สำนักจุฬาราชมนตรี จึงขอให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ อย่าตกหลุมพรางของผู้ไม่หวังดี ที่จะสร้างสถานการณ์ที่วุ่นวายขึ้น เพื่อเป้าหมายบางอย่าง อันไม่พึงประสงค์

            ในส่วนของผู้หลงผิดนั้น ขอให้ทำความเข้าใจหลักคำสอนของศาสนาอิสลามให้ถูกต้อง ว่าศาสนาอิสลามเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ ให้ความเคารพต่อสิทธิ และเสรีภาพของประชาชน ยอมรับในความแตกต่าง และการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียมและสันติ การนำบทบัญญัติในคัมภีร์กุรอานมาใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อวัตถุประสงค์อันมิชอบนั้น เป็นข้อห้ามสำคัญในศาสนาอิสลาม

            ตามหลักคำสอนที่ปรากฎในคัมภีร์กุรอาน วจนะ (หะดิษ) และแบบฉบับ (ซุนนะห์) ของท่านนบีมุฮัมมัด ตลอดจนทัศนะต่าง ๆ ของบรรดาปราชญ์มุสลิม สรุปได้ว่าการกระทำที่เป็นการทำลายชีวิต และทรัพย์สินของผู้บริสุทธิ์ตลอดจนทำลายสถานที่ราชการ และสถานที่สาธารณประโยชน์นั้น จะถือว่าเป็นการต่อสู้ในหนทางของศาสนาหรือการญีฮาดไม่ได้ ส่วนผู้ที่เสียชีวิตไปด้วยการกระทำแห่งความหลงผิด และงมงายในกรณีดังกล่าวจะถือว่า เป็นผู้เสียชีวิตในหนทางของศาสนา (ชะฮีด) ย่อมไม่ได้ การกระทำดังกล่าวเป็นการผิดต่อบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม

            สำนักจุฬาราชมนตรี ขอให้รัฐใช้ความเมตตาธรรม เข้าใจในความแตกต่างทางวัฒนธรรม ใช้ความเป็นมิตรเข้าไปแก้ปัญหา และเปิดโอกาสให้ความคิดที่หลากหลายที่ได้เสนอ เพื่อที่จะสามารถพบแนวทางใหม่ ๆ สำหรับยุติปัญหา หรือช่วยทำให้ปัญหาไม่ขยายตัวไปมากกว่านี้ และขอให้ยึดแนวพระบรมราโชบาย ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ให้คำนึงถึง "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" มาเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาและให้ถือว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาภายใน สามารถแก้ไขกันเองได้ ไม่ควรให้คนภายนอกหรือต่างชาติเข้ามาชี้นำ หรือสนับสนุนส่งเสริม ไม่ว่าในรูปแบบใด และฝ่ายใดก็ตาม ขอให้ทุกฝ่ายระมัดระวัง ไม่สร้างความเข้าใจผิดขึ้นระหว่างชนในชาติ โดยนำเอาอคติทางศาสนา ชาติพันธุ์ ภาษา และวัฒนธรรม มาเป็นพื้นฐาน ในการปลุกกระแสความรุนแแรงให้เกิดขึ้น ดังที่เกิดขึ้นในหลายประเทศในเวลานี้ ให้คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม และประเทศชาติมากกว่าประโยชน์ส่วนตน สำนักจุฬาราชมนตรี พร้อมที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับองค์กร ภาครัฐ และเอกชน ในการส่งเสริมให้เกิดสันติสุขให้เกิดขึ้นในชาติ

            เหตุการณ์ในวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๗ ทางราชการได้พบเอกาสารชิ้นหนึ่ง เขียนด้วยลายมือเป็นภาษามลายู จำนวน ๖๕ หน้า มีชื่อว่า เบอร์ญีฮาด ดิ ปัตตานี แปลว่า การต่อสู้ (ในทางศาสนา) ที่ปัตตานี เอกสารดังกล่าว สะท้อนให้เห็นแนวคิดของบุคคลกลุ่มนี้ อย่างชัดเจน ทั้งในแง่ของการนำคำสอนเรื่อง ญีฮาด ในอิสลามมาสร้างความชอบธรรม ให้กับการก่อความไม่สงบขึ้น แนวคิดในการปลุกความรู้สึกทางประวัติศาสตร์ ภาษา วัฒนธรรม เพื่อสร้างความชอบธรรม ในการดำเนินการของคนกลุ่มนี้

            ผู้เขียนเอกสารชิ้นนี้ ขาดความเข้าใจในหลักคำสอนของอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องญีฮาด ไม่มีความรู้ ความเข้าใจในการอ้างบทบัญญัติ (อายะฮ์) ต่าง ๆ ในคัมภีร์กุรอานมุ่งปลุกความรู้สึกเรื่องชาติพันธุ์มลายู อย่างผิด ๆ โดยไม่ได้คำนึงว่า คนเชื้อสายมลายูคือ คนไทยมีถิ่นที่อยู่กระจายอยู่ทั่วไปในประเทศ เหมือนคนไทยเชื้อสายอื่น ๆ  ขัดกับหลักคำสอนของอิสลามที่เห็นว่า การนับถือศาสนานั้นเป็นเรื่องสูงส่ง เหนือกว่าความผูกพันในเรื่องชาติพันธุ์ ทัศนของอิสลามนั้น เห็นว่าคนที่เป็นมุสลิมนั้น ต้องก้าวล่วงพรมแดนทางชาติพันธุ์เพราะทุกคนเป็นพี่น้องกัน ไม่ว่าเขาจะมีเชื้อพันธุ์ใด

            ในการเรียบเรียงเอกสาร การต่อสู้ที่ปัตตานี ผู้เขียนได้อ้างบทบัญญัติจากคัมภีร์กุรอาน ถึง ๖๑ บทบัญญัติ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการทำสงคราม ในสมัยท่านนบีมุฮัมมัด มีการยกข้อความมาเขียนมีทั้งเขียนผิด เพิ่มข้อความอธิบายความต่าง ๆ บิดเบือนคลาดเคลื่อนไปจากแนวคิดของบรรดาปราชญ์ของอิสลาม ได้สร้างภาพลักษณ์เชิงลบ ให้คนทั่วไปเข้าใจว่าอิสลามมีคำสอนที่รุนแรง ไร้เหตุผล ขาดเมตตาธรรม

            ผู้เขียนใช้คำว่า ญีฮาด โดยอธิบายว่า การต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดน อันหมายถึงพื้นที่ในจังหวัด ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางส่วนของจังหวัดสงขลา เป็นการต่อสู้ในหนทางของศาสนา (ญีฮาด) การกระทำดังกล่าวขัดต่อคำสอนของอิสลาม มีบทบัญญัติจากคัมภีร์กุรอาน และหะดิษจำนวนมาก ได้กล่าวตำหนิ หรือประณามการกระทำในทำนองนี้

            แนวคิดอีกประการหนึ่งในเอกสารนี้คือ การพยายามแบ่งคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ออกเป็นสามกลุ่มกลุ่มแรกคือ ผู้ที่เห็นด้วยและว่าการต่อสู้ตามแนวทางดังกล่าว เพื่อแบ่งแยกดินแดนถือว่าเป็นมุสลิมที่ถูกต้อง เป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง (มุอ์มีน) และถ้าหากเขาได้ร่วมต่อสู้และตายไปพวกเขาคือ "ชะฮีด" กลุ่มที่สองคือ บรรดามุสลิมผู้ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของพวกเขา เขาเรียกมุสลิมกลุ่มนี้ว่า คนทรยศกลับกลอก (มุนาฟิก) แม้คนกลุ่มนี้จะปฏิบัติศาสนาอย่างเคร่งครัด ดำเนินชีวิตอยู่ในหลักคำสอนของอิสลามอย่างแท้จริง คนกลุ่มที่สามคือ ผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม เขาเรียกว่า คนนอกศาสนา (กาฬิร หรือมุชริก) ดังนั้น หน้าที่ของคนกลุ่มแรกคือ ขจัดคนกลุ่มที่สอง และสามให้สิ้นซาก ใครก็ตามที่ไม่เห็นด้วย และขัดขวางพวกเขา เป็นคนทรยศให้ฆ่าเสียซึ่งอิสลาม (ตามทัศนะของคนกลุ่มนี้) อนุญาตให้ฆ่าได้คนกลุ่มนี้ จึงทำตนเสมอพระเจ้า การกระทำที่ป่าเถื่อนโหดร้ายจึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะคนกลุ่มนี้เข้าใจว่า เป็นการกระทำที่ถูกต้อง ตามบทบัญญัติอิสลาม นับว่าเป็นการกระทำที่ทำลายศาสนาอิสลาม และภาพลักษณ์ของมุสลิมทั่วโลก


เอกสารชิ้นนี้ได้เรียบเรียงโดยแบ่งเป็นวัน ๆ รวมเจ็ดวัน หรือเจ็ดขั้นตอนดังนี้

           วันที่ ๑  ปลุกใจให้ฮึกเหิม ให้เห็นว่าการต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดน เป็นการต่อสู้ในทางศาสนา เช่นเดียวกับการต่อสู้ของท่านนบีมูฮัมมัด โดยอ้างบทบัญญัติ ๘:๖๕, ๔:๗๕, ๓:๑๓๒, ๕:๕๙, ๔:๕๘ ที่ได้แสดงให้เห็นถึงศัตรูของอิสลามคือบรรดาคนนอกศาสนา (กาฬิร) ทั้งคนนอกศาสนา และมุสลิมผู้ทรยศคือ ศัตรูของการต่อสู้ ที่จะต้องขจัดให้หมดสิ้นไป

                บทบัญญัติในคัมภีร์กุรอ่านที่นำมาอ้าง ในวันที่ ๑

                    บทบัญญัติ ๘:๖๕ (ซูเราะฮ์ ที่ ๘  อัล - อัมฟาล  อายะฮ์ที่ ๖๕)

                    "และถ้าหากเจ้าได้ถามพวกเขา แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่าแท้จริงพวกเราเป็นเพียงแต่พูดสนุก และพูดเล่นเท่านั้น จงกล่าวเถิด (มูฮัมมัด) ว่าต่ออัลลอฮ์ และบรรดาบทบัญญัติของพระองค์ และรอซูลของพระองค์กระนั้น หรือที่พวกท่านเย้ยหยันกัน"

                    บทบัญญัติ ๔:๗๕ (ซูเราะห์ ที่ ๔  อัน - นิซาอ์  อายะฮ์ ที่ ๗๕)

                    "มีเหตุใดเกิดขึ้นแก่พวกเจ้ากระนั้นหรือ ที่พวกเจ้าไม่สู้รบในทางของอัลลอฮ์ ทั้ง ๆ ที่บรรดาผู้อ่อนแอ ไม่ว่าชายและหญิงและเด็ก ๆ ต่างกล่าวกันว่า พระเจ้าของเรา โปรดนำพวกเราออกไปจากเมืองนี้ ซึ่งชาวเมืองเป็นผู้ข่มเหงรังแก และโปรดให้มีขึ้นแก่พวกเรา ซึ่งผู้คุ้มครองคนหนึ่งจากที่พระองค์ และโปรดให้มีขึ้นแก่พวกเรา ซึ่งผู้ช่วยเหลือคนหนึ่งจากที่พระองค์"

                    บทบัญญัติ ๓:๑๓๒ (ซูเราะห์ ที่ ๓  อาละอิบรอน  อายะฮ์ที่ ๑๓๒)

                    "และพวกเจ้าจงเชื่อฟังอัลลอฮ์ และรอซูลของพระองค์ เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความเมตตา"

                    บทบัญญัติ ๔:๕๘ (ซูเราะห์ที่ ๔  อัน - นิซาด์ อายะฮ์ที่ ๕๘)

                    "แท้จริงอัลลอห์ ใช้พวกเจ้าให้มอบคืนบรรดาของฝากแก่เจ้าของของมัน และเมื่อพวกเจ้าตัดสินระหว่างผู้คน พวกเจ้าก็จะต้องตัดสินด้วยความยุติธรรม แท้จริงอัลลอฮ์ แนะนำพวกเจ้าด้วยสิ่งซึ่งดีจริง ๆ พวกเจ้าด้วยสิ่งซึ่งดีจริง ๆ แท้จริงงอัลลอห์เป็นผู้ได้ยินและเห็น"

           วันที่ ๒  ปลุกใจให้คนที่ต่อสู้ว่าอย่าได้กลัว เพราะคนที่ต่อสู้เพื่อให้ได้ดินแดนคืนมา หากเขาตายก็จะตายอย่างนักรบ ศักดิ์สิทธิ์หรือชะฮีด โดยอ้างบทบัญญัติ ๓,๑๔๕, ๓:๑๕๐, ๓:๑๖๙, ๔:๘๔, ๔:๙๔, ๓:๑๒๕ และอ้างหะดิษที่ว่า ด้วยเรื่องการทวงสิทธิ์คืน โดยเปรียบเทียบว่า ปัตตานีคือดินแดนที่ถูกปล้นไป เป็นหน้าที่ของลูกหลานเชื้อสายมลายูต้องทวงคืน

                บทบัญญัติในคัมภีร์กุรอ่านที่นำมาอ้าง ในวันที่ ๒

                    บทบัญญัติ ๓:๑๔๕ (ซูเราะห์ที่ ๓  อาละอิมรอน  อายะฮ์ที่ ๑๔๕)

                    "และไม่เคยปรากฎแก่ชีวิตใดที่จะตายนอกจากด้วยอนุมัติของอัลลอห์เท่านั้น ทั้งนี้เป็นลิขิตที่กำหนดไว้ และผู้ใดต้องการผลตอบแทนในโลกนี้ เราก็จะให้เขาจากโลกนี้ และผู้ใดต้องการผลตอบแทนในปรโลก เราก็จะให้แก่เขาในปรโลก และจะตอบแทนแก่ผู้กตัญญูทั้งหลาย"

                    บทบัญญัติ ๓:๑๕๐ (ซูเราะห์ ที่ ๓  อาละอิบรอม  อายุฮ์ที่ ๑๔๕)

                    "แต่ทว่าอัลลอห์ต่างหากคือ ผู้ช่วยเหลือพวกเจ้า และพระองค์เป็นผู้ที่ดีเยี่ยมในบรรดาผู้ช่วยเหลือทั้งหลาย"

                    บทบัญญัติ ๓:๑๕๔ (ซูเราะห์ที่ ๓  อาละ อิมรอน  อายะฮ์ที่ ๑๕๔)

                    "แล้วพระองค์ก็ให้ความปลอดภัยแก่พวกเจ้า หลังจากความโศกเศร้านั้นคือ ให้มีการงีบหลับครอบคลุมกลุ่มหนึ่งในหมู่พวกเจ้า และอีกกลุ่มหนึ่งวนั้น ตัวของพวกเราเองทำให้พวกเขากระวนกระวายใจ พวกเขากล่าวหาอัลลอฮ์ โดยปราศจากความเป็นธรรมอย่างพวกสมัยงมงาย (อัลญาฮิลียะฮ์) พวกเขากล่าวว่า มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากกิจการนั้นเป็นสิทธิของพวกเราบ้างไหม จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่าแท้จริงกิจการนั้นทั้งหมด เป็นสิทธิของอัลลอฮ์เท่านั้น พวกเขาปกปิดไว้ในใจของพวกเขา สิ่งซึ่งพวกเขาไม่เปิดเผยแก่เจ้า พวกเขากล่าวว่าหากปรากฎว่า มีสิ่งหนึ่งวสิ่งใดเกิดจากกิจการนั้นเป็นสิทธิของเราแล้ว พวกเราก็ไม่ถูกฆ่าตายที่นี่ จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่าแม้พวกท่านอยู่ในบ้านของพวกวท่าน แน่นอนบรรดาผู้ที่การฆ่าได้ถูกกำหนดแก่พวกเขาก็จะออกไปสู่ที่นอนตายของพวกเขา และเพื่ออัลลอฮ์จะทดสอบ สิ่งที่อยู่ในหัวอกของพวกเจ้า และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้รอบรู้สิ่งที่อยู่ในหัวอกทั้งหลาย"
                    
                   บทบัญญัติ ๓:๑๖๙  (ซูเราะห์ที่ ๓  อาละอิบรอน  อายะฮ์ที่ ๑๖๙)

                    "และเจ้าจงอย่าได้คิดเป็นอันขาดว่า บรรดาผู้ที่ถูกฆ่าในทางของอัลลอฮ์นั้นตาย มิได้ พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ณ พระเจ้าของพวกเขาในสภาพที่ได้รับปัจจัยยังชีพ"

                    บทบัญญัติ ๔:๘๔ (ซูเราะห์ที่ ๔  อัน - นิซาอ์  อายะฮ์ที่ ๘๔)

                    "เจ้าจงสู้รบในทางของอัลลอฮ์เถิด โดยที่เจ้ามิได้ถูกบังคับ (ให้เกณฑ์ผู้ใด) นอกจากตัวของเจ้าเอง และจงปลุกใจบรรดาผู้ศรัทธาด้วย เป็นไปได้ว่าอัลลอฮ์จะยับยั้งกำลังรบของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้น และอัลลอฮ์เป็นผู้มีกำลังรบที่เข้มแข็งกว่า และเป็นผู้ที่มีการลงโทษที่รุนแรงกว่า"

                    บทบัญญัติ ๔ : ๙๔ (ซูเราะห์ที่ ๔  อัน - นิซาอ์  อายะฮ์ที่  ๙๔)

                    "ผู้ที่ศรัทธาทั้งหลาย เมื่อพวกเจ้าเดินทางไปในทางของอัลลอฮ์ ก็จงให้ประจักษ์ชัดเสียก่อน และจงอย่ากล่าวแก่ผู้ที่กล่าวสลามแก่พวกเจ้าว่าท่านมิใช่เป็นผู้ศรัทธา โดยแสวงหาสิ่งอำนวยประโยชน์ชั่วคราวแห่งชีวิต ความเป็นอยู่ในโลกนี้ แต่ ณ ที่อัลลอฮ์นั้น มีปัจจัยยังชีพอันมากมาย ในทำนองเดียวกันนั้น พวกเจ้าก็เคยเป็นมาก่อน แล้วอัลลอฮ์ได้โปรดปรานแก่พวกเจ้า ดังนั้น พวกเจ้าจงให้ประจักษ์เสียก่อน แท้จริงอัลลอฮ์นั้นรอบรู้อย่างถี่ถ้วนในสิ่งที่พวกเจ้าทำอยู่"

                    บทบัญญัติ ๘:๖๐ (ซูเราะห์ที่ ๘  อัล - อัมฟาล  อายะฮ์ที่ ๖๐)

                    "และพวกเจ้าจงเตรียมไว้สำหรับ (ป้องกัน) พวกเขา สิ่งที่พวกเจ้าสามารถอันได้แก่กำลังอย่างหนึ่งอย่างใด และการผูกม้าไว้ โดยที่พวกเจ้าจะทำให้ศัตรูของอัลลอฮ์ และศัตรูของพวกเจ้าหวั่นเกรงด้วยสิ่งนั้น และพวกอื่น ๆ อีก อื่นจากพวกเขา ซึ่งพวกเจ้ายังไม่รู้จักพวกเขา อัลลอฮ์รู้จักพวกเขาดี และสิ่งที่พวกเจ้าบริจาคในทางของอัลลอฮ์นั้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตาม สิ่งนั้นจะถูกตอบแทนแก่พวกเจ้าโดยครบถ้วน โดยที่พวกเจ้าจะไม่ถูกอธรรม"

                    บทบัญญัติ  ๔:๑๒๔ (ซูเราะห์ที่ ๔  อัน - นิซาฮ์  อายะฮ์ที่ ๑๒๔)

                    "ผู้ใดที่ต้องการสิ่งตอบแทนในโลกนี้ ก็ที่อัลลอฮ์นั้นมีสิ่งตอบแทนในโลกนี้ และปรโลก และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ได้ยินผู้เห็น"

                    บทบัญญัติ  ๓:๑๒๕ (ซูเราะห์ที่ ๓  อาละอิมรอน  อายะฮ์ที่ ๑๒๕)

                    "เพียงพอแน่นอนหากพวกเจ้าอดทนและยำเกรง และพวกเขาจะมายังพวกเจ้าในทันทีทันใด แล้วพระเจ้าของพวกเจ้า ก็จะหนุนกำลังแก่พวกเจ้าอีก ด้วยจำนวนมลาอิกะฮ์ห้าพัน โดยมีเครื่องหมาย"

            วันที่ ๓  ขยายผลจากวันที่ ๒ ในแนวคิดเกี่ยวกับคนทรยศ (มุนาฟิก) ชี้ให้เห็นว่ามุสลิมคนใดก็ตาม แม้จะเคร่งครัดในการปฏิบัติศาสนาเพียงใด แต่ถ้าไม่เห็นด้วยกับการต่อสู้ ตามแนวทางของพวกเขา เขาเหล่านั้นก็หาใช่ผู้ศรัทธาที่แท้จริง ไม่เขาเป็นแค่คนทรยศ หรือมุนาฟิก (คนกลับกลอก) ซึ่งที่อยู่ของมุนาฬิกตามทัศนะของผู้เขียนคือ การตกนรก โดยอ้างคัมภีร์กุรอานบทบัญญัติ ๒:๒๑๖, ๘:๖๐, ๔:๑๓๙, ๔:๑๔๕, ๙:๒๓, ๙:๔๘, ๙:๗๓, ๕:๔๗, ๘:๑๒
                บทบัญญัติในคัมภีร์กุรอ่านที่นำมาอ้างในวันที่ ๓

                    บทบัญญัติ  ๒:๑๒๖  (ซูเราะห์ที่ ๒  อัล - บะเกาะเราะฮ์  อายะฮ์ที่ ๑๒๖)

                    "การสู้รบนั้นได้ถูกกำหนดแก่พวกเจ้าแล้ว ทั้ง ๆ ที่มันเป็นสิ่งที่รังเกียจแก่พวกเจ้าและอาจเป็นไปได้ว่า การที่พวกเจ้าเกลียดสิ่งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่สิ่งนั้นเป็นสิ่งดีแก่พวกเจ้า และอาจเป็นไปได้ว่าการที่พวกเจ้าชอบสิ่งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เลวร้ายแก่พวกเจ้า และอัลลอฮ์นั้นรู้ดี แต่พวกเจ้าไม่รู้"

                    บทบัญญัติ ๘:๖๐  (ซูเราะฮ์ที่ ๘  อัล - อัมฟาล  อายะฮ์ที่ ๖๐)

                    "และพวกเจ้าจงเตรียมไว้สำหรับ (ป้องกัน) พวกเขา สิ่งที่พวกเจ้าสามารถอันได้แก่ กำลังอย่างหนึ่งอย่างใด และการผูกม้าไว้ โดยที่พวกเจ้าจะทำให้ศัตรูของอัลลอฮ์ และศัตรูของพวกเจ้าหวั่นเกรงด้วยสิ่งนั้น และพวกอื่น ๆ อีกอื่นจากพวกเขา ซึ่งพวกเจ้ายังไม่รู้จักพวกเขา อัลลอฮ์รู้จักพวกเขาดี และสิ่งที่พวกเจ้าบริจาค ในทางของอัลลอฮ์นั้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตาม สิ่งนั้นจะถูกตอบแทนแก่พวกเจ้าโดยครบถ้วน โดยที่พวกเจ้าจะไม่ถูกอธรรม"

                    บทบัญญัติ  ๔:๑๓๙  (ซูเราะอ์ที่ ๔  อัน - นิซาอ์   อายะฮ์ที่ ๑๓๙)

                    "บรรดาผู้ที่ยึดเอาบรรดาผู้ปฎิเสธศรัทธาเป็นมิตรอื่นจากผู้ศรัทธาทั้งหลายนั้น พวกเขาจะแสวงหากำลังอำนาจ ที่พวกเขากระนั้นหรือ แท้จริงกำลังอำนาจนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ทั้งหมด"

                    บทบัญญัติ  ๔:๑๔๕  (ซูเราะฮ์ ที่ ๔  อัน - นิซาอ์  อายะฮ์ที่ ๑๔๕)

                    "แท้จริงบรรดามุนาฟิกนั้นอยู่ในขั้นต่ำสุดจากนรก และเจ้าจะไม่ได้พบผู้ช่วยเหลือใด ๆ สำหรับพวกเขาเป็นอันขาด"

                    บทบัญญัติ  ๙:๒๓  (ซูเราะฮ์ที่ ๙  อัต - เตาบะฮ์  อายะฮ์ที่ ๒๓)

                    "บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงอย่าได้ถือเอาบิดาของพวกเจ้าและพี่น้องของพวกเจ้าเป็นมิตร หากพวกเขาชอบการปฎิเสธ ศรัทธาเหนือการอีมาน และพวกใดในหมู่พวกเจ้าให้พวกเขาเป็นมิตรแล้ว ชนเหล่านี้แหละพวกเขาคือ ผู้อธรรม"

                    บทบัญญัติ ๙:๔๘  (ซูเราะฮ์ ที่ ๙  อัต - เตาบะฮ์  อายะฮ์ที่ ๔๘)

                    "แท้จริงนั้น พวกเขาได้แสวงหาความวุ่นวายมาก่อนแล้ว และวางแผนต่าง ๆ นานา เพื่อต่อต้านเจ้า จนกระทั่งความจริงได้มา และคำสั่งของอัลลอฮ์ได้ประจักษ์ขึ้น ทั้ง ๆ ที่พวกเขาไม่พอใจ"

                    บทบัญญัติ  ๙:๗๓  (ซูเราะฮ์ที่ ๙  อัต - เตาบะฮ์  อายะฮ์ที่ ๗๓)

                    "นบี จงต่อสู้บรรดาผู้ปฎิเสธศรัทธาและบรรดาผู้กลับกลอกในการศรัทธา (มุนาฟิกกีน)  และจงเฉียบขาดแก่พวกเขา และที่อยู่ของพวกเขานั้นคือ นรกญะฮันนัม และที่กลับไปนั้น ชั่วช้าจริง ๆ "

                    บทบัญญัติ ๕:๔๗  (ซูเราะฮ์ที่ ๕  อัล - มาอิดะฮ์  อายะฮ์ที่ ๔๗)

                    "และบรรดาผู้ที่ได้รับ อัล - อินญีล  ก็จงตัดสินด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ให้ลงมาในนั้น และผู้ใดที่มิได้ตัดสินด้วย สิ่งที่อัลลอฮ์ได้ให้ลงมาแล้ว ชนเหล่านั้นคือ ผู้ที่ละเมิด "

                    บทบัญญัติ  ๘:๑๒   (ซูเราะฮ์ที่ ๘  อัล - อัมฟาล  อายะฮ์ที่ ๑๒)

                    "จงรำลึกถึงขณะที่พระเจ้าของเจ้าให้บทบัญญัติแก่มลาอิกะฮ์ ว่า แท้จริง ข้านั้นร่วมอยู่กับพวกเจ้าด้วย ดังนั้น พวกเจ้าจงทำให้บรรดาผู้ศรัทธามั่นคงเถิด  ความกลัวเข้าไปในหัวใจของบรรดาผู้ปฎิเสธศรัทธาแล้ว พวกเจ้าจงฟันลงบนก้านคอ และจงฟันทุก ๆ ส่วนปลายของนิ้วมือ จากพวกเขา"


             วันที่ ๔  ได้เสนอแนวทางการปฏิบัติตน เริ่มตั้งแต่การปฏิบัติต่อผู้ร่วมดำเนินการการเชื่อฟังผู้นำ ความกล้าหาญในการฆ่าศัตรู และให้มีความอดทนในการก่อการต่าง ๆ โดยอ้างบทบัญญัติ ๓:๑๕๑, ๓:๒๘, ๓:๑๑๘, ๘:๔๖, ๔:๑๙, ๒:๑๙๐, ๒:๑๙๑,๒ : ๑๙๓, ๒:๑๙๕, ๙:๒๐, ๓:๒๐๐ แกนสำคัญของเรื่องคือ แนวคิดทางประวัติศาสตร์ ว่าปัตตานีถูกปล้น จึงต้องต่อสู้เอาคืนมา การต่อสู้เพื่อให้ได้ดินแดนคือการญีฮาด หรือการต่อสู้ในทางศาสนา

                บทบัญญัติในคัมภีร์กุรอ่านที่นำมาอ้างในวันที่ ๔

                    บทบัญญัติ  ๓:๑๕๑  (ซูเราะฮ์ ที่ ๓  อาละอิมรอน  อายะฮ์ที่ ๑๕๑)

                    "เราจะโยนความกลัวเข้าไปในหัวใจของบรรดาผู้ที่ปฎิเสธศรัทธาเหล่านั้น เนื่องจากการที่พวกเขาให้มีภาคีแก่อัลลอฮ์ ซึ่งสิ่งที่อัลลอฮ์มิได้ให้หลักฐานใด ๆ มายืนยันในสิ่งนั้น และที่อยู่ของพวกเขาคือ ขุมนรก ช่างเลวร้ายจริง ๆ ซึ่งที่อยู่ของบรรดาผู้อธรรม "

                    บทบัญญัติ ๓:๒๘  (ซูเราะฮ์ที่ ๓  อาละอิมรอน  อายะฮ์ที่ ๒๘)

                    "ผู้ศรัทธาทั้งหลายนั้นจงอย่าได้ยึดเอาบรรดาผู้ปฎิเสธศรัทธาเป็นมิตรอื่นจากบรรดามุมิน และผู้ใดทำเช่นนั้น เขาย่อมไม่อยู่ในสิ่งใดที่มาจากอัลลอฮ์ นอกจากพวกเจ้าจะป้องกัน (ให้พ้นอันตราย)  จากพวกเขาจริง ๆ เท่านั้น และอัลลอฮ์เตือนพวกเจ้าให้ยำเกรงในอัลลอฮ์ และยังอัลลอฮ์นั้นคือ การกลับไป (ของพวกเจ้า)

                    บทบัญญัติ ๓:๑๑๘  (ซูเราะฮ์ที่ ๓  อาละอิมรอน  อายะฮ์ที่ ๑๑๘)

                    "ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงอย่าได้ยึดเอาเพื่อนสนิทที่รู้เห็นกิจการภายในอื่นจากพวกของเจ้าเอง ซึ่งเขาเหล่านั้น จะไม่ลดละแก่พวกเจ้า ในการก่อความเสียหายให้เกิดขึ้น พวกเขาชอบการที่พวกเจ้าลำบาก แท้จริงความเกลียดชังต่าง ๆ ได้เผยออกมาแล้ว จากปากของพวกเขา และสิ่งที่หัวอกของพวกเขาซ่อนไว้นั้น ใหญ่ยิ่งกว่าแน่นอน เราได้แจกแจงบรรดา บทบัญญัติไว้แก่พวกเจ้าแล้ว หากพวกเจ้าใช้ปัญญากัน"

                    บทบัญญัติ ๘:๔๖   (ซูเราะฮ์ที่ ๘  อัล อัมฟาล  อายะฮ์ที่ ๔๖)

                    "และจงเชื่อฟังอัลลอฮ์ และรอซูลของอัลลอฮ์เถิด และจงอย่าขัดแย้งกัน จะทำให้พวกเจ้าย่อท้อ และทำความเข็มแข็งของพวกเจ้าหมดไป และจงอดทนเถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้นอยู่กับผู้ที่อดทนทั้งหลาย"

                    ทบัญญัติ  ๔:๑๙  (ซูเราะฮ์ ที่ ๔  อัน - นิซาอ์  อายะฮ์ที่ ๑๙)

                    "ผู้ศรัทธาทั้งหลาย ไม่อนุมัติแก่พวกเจ้า การที่พวกเจ้าจะเอาบรรดาหญิงเป็นมรดกด้วยการบังคับ และไม่อนุมัติเช่นเดียวกัน การที่พวกเจ้าจะขัดขวางบรรดานางเพื่อพวกเจ้าจะเอาบางส่วนของสิ่งที่พวกเจ้าได้ให้แก่พวกนาง นอกจากว่าพวกนางจะกระทำสิ่งลามก อันชัดแจ้งเท่านั้น และจงอยู่ร่วมกับพวกนางด้วยดี หากพวกเจ้าเกลียดพวกนาง ก็อาจเป็นไปได้ว่า การที่พวกเจ้าเกลียดสิ่งหนึ่ง ขณะเดียวกันอัลลอฮ์ก็ให้มีในสิ่งนั้น ซึ่งความดีอันมากมาย"
                    บทบัญญัติ ๒:๑๙๐  (ซูเราะฮ์ที่ ๒  อัล - บะเกาะเราะฮ์  อายะฮ์ที่ ๑๙๐)

                    "และพวกเจ้าจงต่อสู้ในทางของอัลลอฮ์ ต่อบรรดาผู้ที่ทำร้ายพวกเจ้า และจงอย่ารุกราน แท้จริงอัลลอฮ์ไม่ชอบบรรดาผู้รุกราน"

                    บทบัญญัติ ๒:๑๙๑  (ซูเราะฮ์ที่ ๒  อัล - บะเกาะเราะฮ์  อายะฮ์ที่ ๑๙๑)

                    "และจงประหัตประหารพวกเขา ณ ที่ใดก็ตามที่พวกเจ้าพบพวกเขา และจงขับไล่พวกเขา ออกจากที่ ที่พวกเขาเคยขับไล่พวกเจ้าออก และก่อความวุ่นวายนั้น ร้ายแรงยิ่งกว่าการประหัตประหารเสียอีก และจงอย่าสู้รบกับพวกเขา ณ อัล - มัสยิดิลฮะรอม จนกว่าพวกเขาจะทำร้ายพวกเจ้าในที่นั้น หากพวกเขาทำร้ายพวกเจ้าแล้ว ก็จงประหัตประหารพวกเขาเสีย เช่นนั้นแหละคือ การตอบแทนแก่ผู้ปฎิเสธศรัทธา"

                    บทบัญญัติ ๒:๑๙๓  (ซูเราะฮ์ที่ ๒  อัล - บะเกาะเราะฮ์  อายะฮ์ที่ ๑๙๓)

                    "และจงสู้รบกับพวกเขา จนกว่าการก่อความวุ่นวาย จะไม่ปรากฎขึ้น และจนกว่าการ อิบาดะฮ์ ทั้งหลายจะเป็นสิทธิของอัลลอฮ์เท่านั้น แต่หากพวกเขายุติ ก็ย่อมไม่มีการเป็นปฎิปักษ์ใด ๆ นอกจากแก่บรรดาผู้อธรรมเท่านั้น"

                    บทบัญญัติ ๒:๑๙๕  (ซูเราะฮ์ที่ ๒  อัล - บะเกาะเราะฮ์  อายะฮ์ที่ ๑๙๕)

                    "และพวกเจ้าจงบริจาคในทางของอัลลอฮ์ และจงอย่าโยนตัวของพวกเจ้าสู่ความพินาศและจงทำดีเถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้น ชอบผู้ทำดีทั้งหลาย"

                    บทบัญญัติ ๙:๒๐  (ซูเราะฮ์ที่ ๙  อัต - เตาบะฮ์  อายะฮ์ที่ ๒๐)

                    "บรรดาผู้ที่ศรัทธา และอพยพ และต่อสู้ในทางของอัลลอฮ์ ทั้งด้วยทรัพย์สมบัติของพวกเขา และชีวิตของพวกเขา ย่อมเป็นผู้มีลำดับชั้นยิ่งใหญ่กว่า ณ ที่อัลลอฮ์ และชนเหล่านยี้แหละพวกเขาคือผู้มีชัยชนะ"

                    บทบัญญัติ ๓:๒๐๐  (ซูเราะฮ์ที่ ๓  อาละอิบรอน  อายะฮ์ที่ ๒๐๐)

                    "บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จะมีความอดทนและจงต่างอดทนซึ่งกันและกัน และจงประจำอยยู่ชายแดน และพึงเกรงกรัวอัลลอฮ์เถิด เพื่อว่าพวกเจ้าบจะได้รับความสำเร็จ"

            วันที่ ๕  เป็นการปลุกความรู้สึกการต่อสู้และชี้ให้เห็นถึงโทษ หรือบาปของผู้ที่ไม่ยอมออกไปต่อสู้ร่วมกับพวกเขา พยายามปลุกให้ฮึกเหิม โดยให้เชื่อว่าการต่อสู้ของพวกเขานั้น พระเจ้าจะอยู่ข้างพวกเขา และท่านนบีจะดุอา (ขอพร) ให้การต่อสู้ของพวกเขา และพระเจ้าจะส่งมลาอิกะฮ์ (เทวทูต) มาช่วยในการต่อสู้ของพวกเขา โดยอ้างบทบัญญัติจากคัมภีร์กุรอาน ๗:๑๙๖, ๙:๓๙, ๙:๓๘

                บทบัญญัติในคัมภีร์กุรอ่านที่นำมาอ้างในวันที่ ๕

                    บทบัญญัติ ๗:๑๙๖  (ซูเราะฮ์ที่ ๗  อัล - อะอ์รอฟ  อายะฮ์ที่ ๑๙๖) "แท้จริงผู้คุ้มครองฉันนั้นคือ อัลลอฮ์ ผู้ให้คัมภีร์ลงมา และในขณะเดียวกันอัลลอฮ์ ก็คุ้มครองบรรดาผู้ประพฤติดีทั้งหลาย"
                    บทบัญญัติ ๙ :๓๙  (ซูเราะฮ์ที่ ๙  อัต - เตาบะฮ์  อายะฮ์ที่ ๓๙)

                    "ถ้าหากพวกเจ้าไม่ออกไป อัลลอฮ์ก็จะลงโทษพวกเจ้าอย่างเจ็บปวด และจะให้พวกหนึ่งอื่นจากพวกเจ้ามาแทน และพวกเจ้าไม่สามารถ จะยังความเดือดร้อน ให้เแก่อัลลอฮ์ได้แต่อย่างใด และอัลลอฮ์นั้นมีเดชานุภาพเหนือจากสิ่งทุกอย่าง"

                    บทบัญญัติ ๙:๓๘  (ซูเราะฮ์ที่ ๙  อัต - เตาฮ์  อายะฮ์ที่ ๓๘)

                    "บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย มีอะไรเกิดขึ้นแก่พวกเจ้ากระนั้นหรือ เมื่อได้ถูกกล่าวแก่พวกเจ้าว่า จงออกไปต่อสู้ในทางของอัลลอฮ์ พวกเจ้าก็แนบหนักอยู่กับพื้นดิน พวกเจ้าพึงวพอใจต่อชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกนี้ แทนปรโลกกระนั้นหรือ สิ่งอำนวยความสุขแห่งชีวิตความเป็นอยู่ในโลกนี้นั้น ในปรโลกแล้วไม่มีอะไร นอกจากสิ่งเล็กน้อยเท่านั้น"

            วันที่ ๖  เป็นการปลุกให้เตรียมตัวเตรียมใจก่อนออกปฏิบัติการ โดยเริ่มตั้งแต่การขออภัยโทษในความผิดบาปของตน (เตาบะฮ์) ให้มีความรู้สึกรักการตายในหนทางของศาสนาไม่มีความเกรงกลัวภัยใด ๆ เพราะได้รับความคุ้มครองจากพระเจ้าแล้ว ส่วนผู้ที่ไม่กล้าออกไปร่วมปฏิบัติการพร้อมพวกเขา เพราะไม่เข้าใจหลักคำสอนที่แท้จริงของอิสลามปลุกให้เห็นว่า หมดเวลาที่จะรอคอยแล้ว ถึงเวลาที่จะเสียสละชีวิตในหนทางของศาสนา โดยอ้างบทบัญญัติจากคัมภีร์กุรอาน ๔:๗๐, ๘:๑๕, ๘:๔๕, ๙:๔๑, ๒:๒๑๖, ๑๔:๓

                บทบัญญัติในคัมภีร์กุรอ่านที่นำมาอ้างในวันที่ ๖

                    บทบัญญัติ ๔:๗๐  (ซูเราะฮ์ที่ ๔  อัน - นิซาอ์  อายะฮ์ที่ ๗๐)

                    "ความกรุณาดังกล่าวนั้น มาจากอัลลอฮ์และเพียงพอแล้วที่อัลลอฮ์เป็นผู้รอบรู้"

                    บทบัญญัติ ๘:๑๕ (ซูเราะฮ์ที่ ๘  อัล - อัมฟาล  อายะฮ์ที่ ๑๕)

                    "บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย เมื่อพวกเจ้าพบบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาเคลื่อนมา พวกเจ้าจงอย่าหันหลังหนีพวกเขา"

                    บทบัญญัติ ๘:๔๕ (ซูเราะฮ์ที่ ๘  อัล - อัมฟาล  อายะฮ์ที่ ๔๕)

                    "บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย เมื่อพวกเจ้าพบกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ก็จงยืนหยัดเถิด และจงรำลึกถึงอัลลอฮ์มาก ๆ  เพื่อว่าพวกวเจ้าจะได้รับความทสำเร็จ"

                    บทบัญญัติ ๙:๔๑ (ซูเราะฮ์ที่ ๙  อัต - เตาบะฮ์  อายะฮ์ที่ ๔๑)

                    "พวกเจ้าจงออกไปกันเถิด ทั้งผู้ที่มีสภาพว่องไวและผู้ที่สภาพเชื่องช้า และจงเสียสละทั้งด้วยทรัพย์ของพวกเจ้า และชีวิตของพวกเจ้าสในทางของอัลลอฮ์ นั่นแหละคือสิ่งที่ดียิ่งสำหรับพวกเจ้า หากพวกเจ้ารู้"
                    บทบัญญัติ ๒:๒๑๖ (ซูเราะฮ์ที่ ๒  อัล - บะเกาะเราะฮ์  อายะฮ์ที่ ๒๑๖)

                    "การสู้รบนั้นได้กำหนดแก่พวกเจ้าแล้ว ทั้งที่นั่นเป็นที่รังเกียจแก่พวกเจ้า และอาจเป็นไปได้ว่าการที่พวกเจ้าเกลียดสิ่งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่สิ่งนั้นดีสำหรับพวกเจ้า และกว็อาจเป็นไปได้ว่าการที่พวกเจ้าชอบ สิ่งหนึ่งทั้ง ๆ ที่สิ่งนั้นเป็นสิ่งเลวร้ายแก่พวกเจ้า และอัลลอฮ์นั้นรู้ดี แต่พวกเจ้าไม่รู้"

                    บทบัญญัติ ๑๔:๓ (ซูเราะฮ์ที่ ๑๔  อิบรอฮิม  อายะฮ์ที่ ๓๘)

                    "บรรดาผู้พอใจเลือกเอาชีวิตในโลกนี้เหนือปรโลก และปิดกั้นจากทางของอัลลอฮ์ และต้องการที่จะให้มันคดเคี้ยว ชนเหล่านั้นอยู่ในการหลงทางที่ห่างไกล"

            วันที่ ๗  สร้างความมั่นใจให้กับผู้ปฏิบัติการว่า อาจมีมุสลิมบางคนไม่เห็นด้วย ก็ขออย่าได้กังวล เพราะพระเจ้าได้ประทับตราให้หัวใจพวกเขามืดบอด ไม่สามารถเห็นสัจธรรมได้ ไม่ต้องกังวลต่อการฆ่าคนนอกศาสนา และให้ปฏิบัติดีต่อมุสลิม โดยอธิบายว่า การฆ่าคนนอกศาสนา และแม้แต่การฆ่าญาติพี่น้องพ่อแม่ ก็สามารถทำได้ พราะเป็นการสร้างความโปรดปรานแก่พระเจ้า

            เมื่อได้ชัยชนะแล้ว หรือยึดดินแดนได้แล้ว พวกเขาจะจัดการปกครองตามแนวคิดว่า

                ๑. เนื่องจากดินแดนบริเวณดังกล่าว เคยถูกปกครองด้วยพระราชาที่สืบเชื้อสายมาจากกลันตัน จึงเป็นการเหมาะสม ที่จะสถาปนาราชวงศ์กลันตันขึ้นปกครอง ที่นับถือศาสนาอิสลาม นิกายสุนนีมัชฮับซาฟีอี (สำนักความคิดสายอิหม่ามซาฟีอี)

                ๒. ควรมีสภาสูงสุด ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการมุสลิม ผู้นับถือแนวทางมัชฮับซาฟีอี และตัวแทนบุคคลในสาขาอาชีพต่าง ๆ สภานี้มีอำนาจสูงสุดในการแต่งตั้งและถอดถอนผู้นำ

                ๓. ให้มีสภาประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง จากประชาชนบริหารประเทศ สุดท้ายได้มีการอ้างบทบัญญัติต่าง ๆ สลับกับคำปลุกระดมโดยอ้างบทบัญญัติ ที่เคยอ้างมาแล้วคือ ๓:๑๓๙ , ๓:๑๕๐, ๕:๔๗, ๘:๑๗, ๔:๕๘, ๕:๙
                บทบัญญัติในคัมภีร์กุรอ่านที่นำมาอ้างในวันที่ ๗

                    บทบัญญัติ ๓:๑๓๙  (ซูเราะฮ์ที่ ๓  อาละอิมรอน  อายะฮ์ที่ ๑๓๙)

                    "และพวกเจ้าจงอย่าท้อแท้ และจงอย่าเสียใจ และพวกเจ้านั้นคือ ผู้ที่สูงส่งยิ่ง หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธา"

                    บทบัญญัติ ๓:๑๕๐  (ซูเราะฮ์ที่ ๓  อาละอิมรอน  อายะฮ์ที่ ๑๕๐)

                    "แต่ทว่าอัลลอฮ์ต่างหากคือผู้ช่วยเหลือพวกเจ้า และอัลลอฮ์เป็นผู้ดีเยี่ยมในบรรดาผู้ช่วยเหลือทั้งหลาย"

                    บทบัญญัติ ๕:๔๗  (ซูเราะฮ์ที่ ๕  อัล - มาอิดะฮ์  อายะฮ์ที่ ๔๗)

                    "และบรรดาผู้ที่ได้รับ อัล - อินญีล  ก็จงตัดสินด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ให้ลงมาในนั้น และผู้ใดที่มิได้ตัดสินด้วย สิ่งที่อัลลอฮ์ได้ให้ลงมาแล้ว ชนเหล่านั้นคือ ผู้ที่ละเมิด "

                    บทบัญญัติ ๘:๑๗  (ซูเราะฮ์ที่ ๘ อัล - อัมฟาล  อายะฮ์ที่ ๑๗)

                    "พวกเจ้ามิได้ฆ่าพวกเขาแต่ทว่าอัลลอฮ์ต่างหากที่ฆ่าพวกเขา และเจ้ามิได้ขว้าง ขณะที่เจ้าขว้าง แต่ทว่าอัลลอฮ์ต่างหากที่ขว้าง และเพื่อว่าวอัลลอฮ์จะทดสอบบรรดาผู้ศรัทธาอย่างงดีงามจาออัลลอฮ์ แท้จริงอัลลอฮ์นั้นได้ยิน รอบรู้"

                    บทบัญญัติ ๔:๕๘  (ซูเราะฮ์ที่ ๔  อัน - มิซาอ์  อายะฮ์ที่ ๕๘)

                    "แท้จริงอัลลอฮ์ใช้พวกเจ้าให้มอบคืนบรรดาของฝากแก่เจ้าของของมัน และเมื่อพวกเจ้าตัดสินด้วยความยุติธรรม แท้จริงอัลลอฮ์แนะนำด้วยเจ้าด้วยสิ่งซึ่งดีจริง ๆ แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ได้ยินและเห็น"

                    บทบัญญัติ ๕:๙  (ซูเราะฮ์ที่ ๕  อัล - มาอิดะฮ์  อายะฮ์ที่ ๙)

                    "และอัลลอฮ์ได้สัญญาแก่บรรดาผู้ที่ศรัทธา และประกอบสิ่งที่ดีงามทั้งหลายว่า สำหรับพวกเขานั้นคือการอภัยโทษ และรางวัลอันยิ่งใหญ่"

                ทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว เป็นภาพรวมของเอกสารที่ชื่อว่า เบอร์ญีฮาด ดิ ปัตตานีที่เขียนขึ้น เพื่อปลุกความรู้สึกชาติพันธุ์นิยม โดยนำเอาเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ และคำสอนของศาสนา มาเป็นเครื่องมือในการสร้าง หรืออธิบายความชอบธรรม ในการปฎิบัติการประกอบกับกระแสของโลกที่เกิดขึ้นในโลกมุสลิม มีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้น

                การต่อสู้กับการปฎิบัติการของคนกลุ่มนี้ นอกเหนือจากการปฎิบัติในเชิงกายภาพ เพื่อหยุดยั้งการกระทำอันโหดเหี้ยมแล้ว เป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคน ที่จะช่วยกันเป็นกำลังสำคัญในการอธิบายความเข้าใจที่ถูกต้อง ของหลักคำสอนของอิสลามในเรื่องนี้


ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบิดเบือนคำสอนของอิสลาม ฯ

            เอกสารชิ้นนี้เขียนด้วยลายมือ โดยใช้อักษร ยาวี โดยได้นำเอาบทบัญญัติ (อายะห์) ต่าง ๆ ในคัมภีร์กุรอานมาอ้างอิง การเขียนเอกสารนี้ ผู้เขียนไม่ใช้นามจริง แต่ใช้นามปากกา โดยบอกว่าเขียนที่ กัวลาตีกอ ตาเนาะแมเราะฮ์ กลันตัน เมื่อ ๑๐ สิงหาคม ๒๐๐๒ สรุปประเด็นได้ดังนี้

                ๑. เขาได้กล่าวว่า "ผู้เขียนหวังว่าหนังสือเล่มนี้ เปรียบเสมือนตัวแทนผู้เขียนในทุกสมรภูมิดังนั้น จงสำนึกว่าผู้เขียนอยู่เคียงข้าง ท่านทั้งหลายทุกที่ ทุกเวลา และทุกเรื่อง..." (คำนำ)

                ๒. การอ้างอิงบทบัญญัติต่าง ๆ จากคัมภีร์กุรอาน มีการเขียนผิดพลาดเกือบทุกบทบัญญัติ

                ๓. ในการเรียบเรียงเอกสารนี้ ผู้เขียนได้อ้างบทบัญญัติจากคัมภีร์กุรอานตลอดทั้งเล่ม พร้อมกับอรรถาธิบายบทบัญญัติไว้ด้วย แต่การอรรถาธิบายนั้น ไม่ได้อ้างอิงแหล่งอรรถาธิบายที่ถูกต้อง และเป็นที่ยอมรับ เช่น บรรดาตำราที่อรรถาธิบาย (ตัฟซีร) ของบรรดาปราชญ์มุสลิม แต่ได้อธิบายโดยความคิดเห็นของตนเอง

ดังตัวอย่างจากกุรอาน ซูเราะฮ์ อัล - อันฟาล  ๘ : ๖๕ มีความว่า

                "โอ้ นบี จงปลุกใจผู้ศรัทธาทั้งหลายในการสู้รบเถิด หากปรากฎในหมู่พวกเจ้ามียี่สิบคน ที่อดทนก็จะชนะสองร้อยคนได้ และถ้าหากว่าปรากฎในหมู่พวกเจ้ามีร้อยคน ก็จะชนะพันคนในหมู่ผู้ปฎิเสธ พวกเขาเป็นพวกที่ไม่เข้าใจ" (๘:๖๕)

                จากบทบัญญัตินี้ ในเอกสารได้อรรถาธิบายว่า

                "จอมทัพผู้ยิ่งใหญ่ของเราได้ให้กำลังใจ และเชิญชวนพวกเขาทั้งหลายจัดตั้งกองทัพ เพื่อแย่งชิงความยิ่งใหญ่ ของศาสนาอิสลามกลับคืนมา ซึ่งถูกบรรดาคนนอกศาสนาทำลายท่านนบี ได้เชิญพวกเราร่วมเป็นหนึ่งเดียว ในการจัดตั้งกองทัพ เพื่อแย่งชิงมักกะฮ์กลับคืนมาจากคนนอกศาสนา ดังนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นการกระทำที่ถูกกล่าวหาว่า ทำให้ตนเองตกต่ำสู่ความพินาศหรือ...? ไม่ใช่  โอ้บรรดาพี่น้องทั้งหลาย ...แต่การกระทำดังกล่าวเป็นคำบัญชาจากพระเจ้า และสาวกในทางกลับกัน ผู้ที่ประพฤติตนห่างจากคำบัญชาของพระเจ้า หรือแต่งเติม ดังนั้นแท้จริงแล้ว พระเจ้าได้เตรียมนรกสำหรับพวกเขาเป็นการตอบแทน..."  (เอกสาร ฯ หน้า ๓)

                จากคำอรรถาธิบายนี้ แสดงว่าผู้เขียนเอกสาร ฯ มุ่งที่จะบิดเบือนคำสอนในคัมภีร์กุรอาน โดยมุ่งเพื่อนำมาเปรียบเทียบว่า การต่อสู้ของคนกลุ่มนี้ เสมือนการต่อสู้ของท่านนบีมุฮัมมัด และสหายของท่าน การอธิบายที่เปรียบเทียบกลุ่มของตนเป็นเสมือนกลุ่มของท่านนบีส่วนชาวไทยพุทธ และไทยมุสลิมเป็นเสมือนชาวมักกะฮ์ ผู้ปฎิเสธ เป็นคำอธิบายที่ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง

                ตามข้อเท็จจริงแล้ว ซูเราะห์ที่นำมาอ้างนี้ เป็นบทบัญญัติที่ให้มาในปีฮิจเราะห์ศักราชที่ ๒ คือ หลังจากท่านนบีมุฮัมมัด อพยพไปเมืองมะดินะฮ์ ๒ ปี ชาวมักกะฮ์มุชรีกีน ไม่พอใจได้ยกกองทัพมาปราบปราม ท่านนบี มุฮัมมัด ได้ยกกองทัพไปตั้งรับที่ทุ่งบาดร์เป็นสงครามที่พระเจ้าได้อนุญาต

                ผู้เขียนเอกสาร ฯ ได้อธิบายภาพของสังคมไทยบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงว่า

                "โอ้บรรดานักรบชะฮีดทั้งหลาย เป็นที่น่าสมเพชที่เรายังนั่งกอดอก ยังอยู่เฉยไม่รู้ใด ๆ ยังคงสนุกสนานมองดู และได้ยินลูกหลานของเรา ที่ได้รับการกดขี่ข่มเหง และอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ครอบครองทรัพย์สมบัติ ที่เป็นสิทธิของเราถูกปล้น และความร่ำรวยของประเทศเราถูกยึดครอง ความอิสระเสรีถูกจำกัด และขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนาของเรายังถูกกดขี่ ความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของบุตรหลาน และเชื้อชาติของพวกเราได้สูญหายไปไหน ? ..." (เอกสาร ฯ หน้า ๔ - ๕)

                การอธิบายภาพสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่นนี้ผิดจากข้อเท็จจริงอย่างยิ่ง

                ๔. ผู้เขียนเอกสาร ฯ ได้ใช้ความเชื่อทางไสยศาสตร์ เข้าไปในคำสอนในเอกสารนี้ เห็นได้จากการสอนให้ผู้เลื่อมใส ท่องจำถ้อยคำ ซึ่งไม่มีทั้งในกุรอาน และแบบอย่าง (ซุนนะห์) ของท่าน นบีมุฮัมมัด ทำให้คนเหล่านี้หลงเชื่ออย่างงมงายว่า คำท่องต่าง ๆ จะมีผล ซึ่งขัดกับหลักความเชื่อพื้นฐานของอิสลาม คือ คำสอนห้ามมุสลิมทำการใด ๆ ที่สื่อไปในทางการตั้งภาคีต่อพระเจ้า ที่เรียกว่า "การทำชิริก" ซึ่งถือว่าเป็นการก่อบาปใหญ่ในอิสลาม และผู้ที่ทำจะหลุดพ้นจากการมีสถานะเป็นมุสลิม

                ๕. ผู้เขียนเอกสาร ฯ ได้สอดใส่ด้วยคำที่เสมือนเป็นคำขวัญ หรือที่ภาษาอาหรับที่เรียกว่า "ชีอาร" เพื่อให้ผู้หลงเชื่อปฎิบัติตาม

                ๖. แนวคิดทางศาสนาของผู้เขียนเอกสาร ฯ มีทัศนะคล้ายแนวคิดของพวก คอวาริจญ์ ซึ่งเป็นพวกนอกรีตในอิสลาม เกิดขึ้นในสมัยที่ท่านนบีได้เสียชีวิตแล้ว โดยเริ่มก่อตัวปลายสมัย คอลีฟะฮ์ (กาหลิบ) อุษมาน และเด่นชัดในสมัย คอลีฟะฮ์ อาลี โดยเฉพาะในช่วงที่มีการโต้แย้งการดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์ของท่านอาลี กับมุอาวียะฮ์ ความขัดแย้งดังกล่าว นำไปสู่ความไม่พอใจของมุสลิมกลุ่มหนึ่ง จึงแยกตัวออกมา และมีความเห็นว่า ผู้ใดก็ตามที่หันเหออกจากหนทางของท่านนบี พวกเขามีสิทธิที่จะฆ่าบุคคลเหล่านั้นได้ นี่คือที่มาของการตายของคอลีฟะฮ์ อาลี

                ทัศนะสุดโต่ง ก้าวร้าว และไร้เหตุผลเช่นนี้ ไม่เป็นที่ยอมรับของบรรดาปราชญ์มุสลิม และได้ถูกสกัดกั้น โดยแนวคิดของมุสลิมกระแสหลักมาโดยตลอด ทัศนะนอกรีตเช่นนี้ ได้ปรากฎขึ้นมาในประวัติศาสตร์อิสลามเป็นระยะ ๆ เมื่อไม่ได้เป็นที่ยอมรับของประชาชน ก็สูญหายไป

บทบัญญัติที่คนกลุ่มนี้อ้าง เพื่อสร้างความชอบธรรมของพวกเขาคือ

                "และจ้าทั้งหลายจงฆ่าพวกเขา ไม่ว่าพวกเจ้าเผชิญหน้าพวกเขา ณ ที่ใดก็ตามและพวกเจ้าจงขับไล่พวกนั้น เช่นเดียวกับที่พวกเขาเคยขับไล่พวกเจ้ามาก่อน" (๒:๑๙๑)

                "และเจ้าทั้งหลายต่อสู้ในทางของอัลลอฮ์ กับบรรดาที่ทำการรบกับพวกเจ้า" (๒:๑๙๐) ทั้งยังปลุกความฮึกเหิม ก้าวร้าว และทัศนะ อันไร้เหตุผลไว้อย่างชัดเจนว่า

                "โอ้บรรดาหนุ่มสาว ปา ตา บา ลา ทั้งหลาย ...ท่านทั้งหลายจงทำสงคราม และเอ่ยพระนามของพระเจ้า จงฟัน และฆ่าบรรดาคนนอกศาสนา

จนกว่าพวกเขาจะได้รับความพ่ายแพ้ และพวกท่านจงอย่าหลบหนี" (เอกสาร ฯ หน้า ๕๐)

                "ศัตรูทุกซอกทุกมุม และในประเทศใกล้เคียงของท่าน และจงฆ่าเสียเพื่อให้คนนอกศาสนารับรู้ว่า คนอิสลามก็มีพลังอำนาจในโลก เช่นเดียวกัน (เอกสาร ฯ หน้า ๕๑)

                การกระทำการของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในขณะนี้ ไม่ต่างกับความก้าวร้าวรุนแรงของกลุ่มคอวาริจญ์ ในประวัติศาสตร์อิสลาม

                โดยข้อเท็จจริงแล้ว บทบัญญัติจากคัมภีร์กุรอานข้างต้น ๒:๑๙๐ และ ๒:๑๙๑ เป็นบทบัญญัติที่ผู้อ่านจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ (อัซบาบุลซุล) ของที่มาแห่งบทบัญญัตินี้ว่า ในขณะนั้นมุสลิมอยู่ในสภาพการณ์เช่นไร และเป้าหมายของบุคคลที่ถูกกล่าวถึงนั้นคือใคร มิฉะนั้นแล้วการนำบทบัญญัติเหล่านี้ ไปอ้างอย่างขาดการอธิบายที่เหมาะสม จะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง แนวความคิดก้าวร้าวไร้เหตุผลอย่างพวกคอวาริจญ์นี้ เป็นหน้าที่ของมุสลิม และบรรดาผู้รู้จะต้องช่วยกันสกัดกั้น ไม่ให้ขยายผลไปสู่สังคมอีกต่อไปต้องหยุดความเชื่อ หรือทัศนะที่ยกย่องว่าพวกที่ก่อความไม่สงบ ด้วยพฤติกรรมโหดเหี้ยม ก้าวร้าวเช่นนี้ว่าเป็น "ชะฮีด" เพราะพฤติกรรมเช่นนี้งมงาย และกระทำการสิ่งที่อุตริ (บิดอะฮ์) และเป็นชิริคเช่นนี้ จะเป็นชะฮีดตามทัศนะของ

คำสอนที่แท้จริงของอิสลาม       
   
อิสลามกับสันติภาพ  ขณะนี้สันติภาพกำลังหลุดลอยไปจากเกือบทุกส่วนของโลก เป็นที่น่าสังเกตว่า พื้นที่ที่เกิดความรุนแรงส่วนใหญ่ เป็นดินแดนที่มุสลิมอาศัย นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลายคนมองอิสลามว่า เป็นศาสนาที่ส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง โหดร้ายขึ้นอาจ ก่อให้เกิดทัศนคติเชิงลบต่อมุสลิมโดยทั่วไป           
ต้องเข้าใจว่าอิสลามเป็นศาสนาที่ถือเอาสันติภาพเป็นแกนสำคัญในการดำรงอยู่ซึ่งได้ประกาศเจตนารมณ์ตั้งแต่ต้น เมื่อ ๑,๔๐๐ กว่าปีก่อน     
          
"เรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่อการอื่นใดนอกจาก เพื่อเป็นเมตตาธรรมแก่สากลจักรวาล" (๒๑ :๑๐๗)         
      
ในกุรอานอันเป็นธรรมนูญชีวิตของผู้ศรัทธา และในประมวลจริยวัตรของท่านนบี จึงมีหลักคำสอน ที่มุ่งสร้างบรรยากาศแห่งสันติภาพ อิสลามเชื่อว่า ชีวิตของคน ล้วนเกิดจากบิดามารดาเดียวกัน จากนั้นก็ได้ทำให้วงศ์วานของคน แผ่ขยายออกไป เกิดเป็นความแตกต่างทั้งรูปร่างภาษา สีผิวและวัฒนธรรม ดังที่ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์กุรอานว่า     
          
"มนุษย์ทั้งหลาย แท้จริงแล้วเราสร้างพวกเจ้ามาจากชายหนึ่ง และหญิงหนึ่ง เราทำให้พวกเจ้าแตกกอ เป็นชนชาติหลากหลาย และเผ่าพันธุ์นานา เพื่อพวกเจ้าจะได้สานไมตรีต่อกัน ผู้ทรงความประเสริฐสุด ณ อัลลอฮ์คือ ผู้ที่ยำเกรงอัลลอฮ์สูงสุดอัลลอฮ์นั้นหยั่งรู้ และตระหนักดียิ่ง" (๔๙:๑๓)     
          
อิสลามกำหนดสิทธิมนุษยชนว่า ทุกชีวิตที่เกิดมาล้วนได้รับเกียรติจากอัลลอฮ์ การทำลายเลือดเนื้อที่ก่อรูปเป็นชีวิต เป็นสิ่งต้องห้าม ยกเว้นผู้ก่อกรรม ที่ควรถูกลงโทษถึงชีวิต ผู้ใดทำลายชีวิตหนึ่ง โดยไร้เหตุอันควร ก็เท่ากับได้ทำลายชีวิตแห่งมนุษยชาติทั้งมวล และผู้ใดช่วยชีวิตหนึ่ง ก็เท่ากับช่วยชีวิตแห่งมนุษยชาติทั้งมวล ได้ไม่ว่าชีวิตนั้นจะเป็นมุสลิมหรือไม่ก็ตาม               

หลักการนี้ได้รับการปฏิบัติ โดยท่านนบีทั้งต่อมวลมิตร และเหล่าศัตรู เช่น การที่ท่านทำสัญญาอยู่ร่วมกัน อย่างสันติกับชาวยิว โดยในข้อ ๑๖ แห่งพันธสัญญานี้ ระบุให้มุสลิมต้องมอบความยุติธรรมแก่ชาวยิว เช่นเดียวกับที่มอบแก่มุสลิม ส่วนข้อ ๒๕ เป็นการยอมรับเสรีภาพในการนับถือศาสนาของชาวยิว และสิทธิในการปฏิบัติ ตามความเชื่อของบุคคลทั้งนี้ โดยต้องไม่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ         
      
ท่านนบีได้ทำสัญญาดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรกับชาวยิว ในปี ฮ.ศ.๑ (ค.ศ.๕๗๙) ระหว่างมุสลิม ที่อพยพมาจากเมืองมักกะฮ์ (มุฮาญีรีน) กับมุสลิมที่อยู่ในเมืองมะดีมะฮ์มาก่อน (อันศอร) ในปี ฮ.ศ.๒ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญต่อการอยู่ร่วมกันของคนที่นับถือศาสนาต่างกัน จึงได้กำหนดไว้ในธรรมนูญแห่งรัฐขึ้น เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของคนในชาติ บนความแตกต่างทางศาสนา เป็นการนำหลักการพหุนิยมทางสังคมมาใช้ ท่านนบีได้ปฏิบัติตามพันธสัญญานี้อย่างเคร่งครัด จนชาวยิวเองที่เป็นผู้ละเมิดสัญญานี้               

เมื่อเกิดการศึกสงครามขึ้นแล้ว หากฝ่ายศัตรูยื่นข้อเสนอ เพื่อสันติภาพหลักแห่งกุรอาน ก็บัญญัติให้มุสลิมรับข้อเสนอนั้น แม้จะเห็นว่าการยื่นข้อเสนอดังกล่าว จะเป็นเพียงกลลวงก็ตาม ดังที่บัญญัติไว้ในคัมภีร์กุรอานว่า                "และแม้นพวกเขาโน้มเอียงสู่สันติภาพ พวกเจ้าก็จงโน้มตามเถิดแล้ว จงมอบหมายความเป็นไปต่ออัลลอฮ์  ออัลลอฮ์ได้ยิน และรู้ดียิ่ง และหากแม้นพวกเขาคิดหลอกลวงเจ้า เจ้าก็มีอัลลอฮ์เป็นที่พึ่ง ซึ่งพอเพียงอยู่แล้วอัลลอฮ์คือ ผู้เพิ่มพลังพวกเจ้าด้วยความช่วยเหลือของอัลลอฮ์ และด้วยผู้ศรัทธา" (๘:๖๑ - ๖๒)         
     
"บางทีอัลลอฮ์อาจก่อความรักขึ้นระหว่างพวกเจ้า กับกลุ่มคนที่พวกเจ้าเคยเห็นเป็นศัตรูมาก่อนอัลลอฮ์นั้น สามารถอีกทั้งเปี่ยมด้วยการอภัยและเมตตา" (๖๐ :๗) อัลลอฮ์มิได้จำเพาะว่าความรักนั้น เกิดเพราะความเหล่านั้น มีศรัทธาในอัลลอฮ์ เช่นเดียวกับมุสลิม แต่ความรักอาจเกิดเพราะท่าทีเปลี่ยนไปจากความเป็นศัตรู สู่การเป็นผู้ช่วยเหลือ
         
ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในทัศนะของอิสลามอิสลามถือว่าบุคคล มีเสรีภาพที่จะเลือกทางเดินของตนเอง และจะต้องรับผิดชอบต่อทางที่ตนเลือก การเป็นมุสลิมที่สมบูรณ์ต้องเกิดเนื่องแต่ความศรัทธา และเห็นพ้องมิใช่เกิดจากการบังคับขู่เข็ญ ดังที่คัมภีร์กุรอ่านกล่าวว่า               
"แม้นพวกเขารับอิสลาม ก็ได้ทางนำไป แต่แม้นพวกเขาผลักไส ตัวท่านนบีก็มีหน้าที่เพียง เผยแพร่สร้างความเข้าใจเท่านั้น" (๓:๒๐) เมื่ออิสลามให้เสรีภาพแก่บุคคลเช่นนี้แล้ว ควรหรือที่มุสลิมจะถือว่า ผู้มีอุดมการณ์ต่างจากตนทั้งหมดคือ ศัตรูที่จะต้องห้ำหั่นประหัตประหาร และจริงหรือที่ผู้ปฏิเสธทุกคน ล้วนต้องถูกประณามสาปแช่ง หากพิจารณาคำสอนจากกุรอาน จะพบการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างมนุษย์ แม้จะแตกต่างในเรื่องศาสนาก็ตาม ดังที่คัมภีร์กุรอ่านว่า
                
"อัลลอฮ์ มิได้ห้ามพวกเจ้าในอันที่จะทำดี และให้ความยุติธรรมกับบรรดา ผู้ซึ่งมิได้ทำสงครามเข่นฆ่า พวกเจ้าในเรื่องศาสนา และไม่ได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากถิ่นฐาน ที่พวกเจ้าอยู่อาศัย อัลลอฮ์รักผู้มีความเป็นธรรม" (๖๐:๘)          
 

ผู้ที่ศึกษาเรื่องนี้ระบุว่าไม่พบอายะฮ์ (บทบัญญัติ) ใด ที่กล่าวถึงผู้ปฏิเสธว่า เป็นศัตรูของอัลลอฮ์ เพียงเพราะการปฏิเสธนั้น ที่พบคือ กุรอาน จำกัดความเป็นศัตรูไว้เพียงสองรูปแบบคือ

                ๑. ซาตานหรืออิบลีส  เป็นศัตรูของมนุษย์โดยทั่วไป

                ๒. ผู้ปฏิเสธที่ตั้งตนเป็นอริกับอิสลาม  ถือเป็นศัตรูของอัลลอฮ์ ซึ่งย่อมหมายรวมถึงศัตรูกับนบี และมุสลิมทั่วไปด้วย

                จากการศึกษาคำกล่าวของท่านนบี ก็จะพบข้อบ่งชี้ในลักษณะเดียวกันนี้ และอาจเพิ่มเติมบุคคลที่จงใจกล่าวเท็จ ในเรื่องของอัลลอฮ์อีกประเภทหนึ่งด้วย

                หน้าที่ของมุสลิมจึงต้องปฎิบัติต่อบุคคลที่มิใช่มุสลิมอย่างเหมาะสม กับท่าทีที่ได้รับจากอีกฝ่ายหนึ่ง ยิ่งกว่านั้นควรตอบสนองด้วยคุณความดีมากกว่าที่ได้รับ และเมื่อสิ่งที่ประเสริฐสุดในความเป็นมุสลิมก็คืออิสลาม มุสลิมจึงมีหน้าที่ต้องนำเสนออิสลามอันแท้จริงต่อคนทั่งไป ที่ยังไม่เข้าใจด้วยรูปแบบและวิธีการอันสวยงาม มิใช่การข่มขู่คุกคาม และหากผู้นั้นเลือกที่จะปฎิเสธอัลลอฮ์โดยไม่คิดเบียดเบียนและทำลายอิสลาม โทษทัณฑ์ของการปฎิเสธ ก็เป็นเรื่องที่อัลลอฮ์จะจัดการเอง

ความหมายของคำว่า  มุนาฟิกมุนาฟิก เป็นภาษาอาหรับหมายถึง คนกลับกลอกใช้เรียกคน ที่แสร้งทำเป็นศรัทธาในอิสลาม แต่ใจจริงไม่เป็นเช่นนั้น และยังคอยมุ่งร้าย และทำลายอิสลามอยู่ตลอดเวลา

            จากหะดิษหนึ่งกล่าวว่า ท่านนบี ได้ตำหนิคนผู้หนึ่งอย่างรุนแรง ในกรณีที่เขาได้สังหารชายผู้หนึ่ง ระว่างสงคราม แม้ชายผู้นั้นจะกล่าวปฎิญาณ ยอมรับอิสลามแล้วก็ตาม เหตุผลที่เขาสังหารก็คือ ชายผู้นั้นกล่าว ปฎิญาณเพียง เพื่อหลีกหนีการถูกสังหาร เท่านั้น แต่ท่านนบีไม่ยอมรับเหตุผลดังกล่าว และได้ถามเขาเป็นเชิงตำหนิว่า "เจ้าสามารถผ่าอกเขาเพื่อดูว่าเขาพูดจริงหรือไม่กระนั้นหรือ ?" นอกจากนั้นท่านนบียังถามผู้ที่กระซิบบอกว่า จะสังหารชายคนหนึ่งว่า "ชายผู้นั้นละหมาดอยู่มิใช่หรือ" ผู้นั้นตอบว่าใช่ ท่านนบีจึงบอกว่า "คนเหล่านั้นคือ ผู้ที่ฉันถูกห้ามมิให้ฆ่า"

            ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ว่า อิสลามจะสั่งการให้สังหารมุสลิมที่รักษาละหมาด จ่ายซะกาต และถือศีลอด เพียงเพราะมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับศาสนิกอื่น

     ความเห็นของผู้เขียนเอกสาร ฯ ที่ถือเอาผู้ที่คิดเห็นแตกต่างจากตนเป็นมุนาฟิก และต้องฆ่าทั้งหมด จึงเป็นความเห็นสุดขั้วที่ห่างไกลหลักคำสอนของอิสลาม ในคัมภีร์กุรอานมีว่า

             "พวกเจ้าอย่าได้ฆ่าชีวิตซึ่งอัลลอฮ์หวงห้ามไว้ ยกเว้นโดยความชอบธรรมเท่านั้น" และผู้ใดถูกฆ่าโดยมิชอบ เรา (อัลลอฮ์) จะให้ผู้ปกครอง (หรือทายาท) ของเขามีอำนาจ (เหนือฆาตกร) ดังนั้น อย่าได้ฆ่าโดยเลยเถิด ที่จริงแล้ว เขาจะได้รับการช่วยเหลือ (ให้สามารถลงโทษฆาตกรได้) อย่างแน่นอน" (๑๗:๓๓)

คุณค่าของชีวิตในทัศนะของอิสลาม  ชีวิตทั้งหลายบนโลกกำเนิดขึ้นโดยอัลลอฮ์ ชีวิตใดกำเนิดมาแล้ว ก็มีความศักดิ์สิทธิ์ และมีหน้าที่ในการตอบสนอง ความประสงค์ของอัลลอฮ์ ในการดำรงอยู่ การทำลายล้างชีวิต จึงเป็นการก้าวล่วงในอำนาจของอัลลอฮ์ ที่ผิดอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ในกุรอานมีว่า

                "ด้วยเหตุ (การที่ฆ่ากันระหว่างมนุษย์มักนำมาแต่ความหายนะ) ดังกล่าวเราจึงได้กำหนดไว้แก่วงศ์วานแห่งอิสรออีลว่า

ผู้ใดสังหารชีวิตหนึ่งโดยมิได้เกิดจากมูลเหตุที่ชีวิตนั้นไปฆ่าผู้อื่นมาก่อนหรือด้วยมูลเหตุที่ชีวิตนั้นได้ก่อความเสียหายขึ้นบนแผ่นดิน" (๕:๓๒)

            เมื่อพิจารณาจากคำกล่าวของท่านนบี ในประเด็นนี้ว่า

                "เลือดของบุคคลที่ปฎิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และอันเป็นศาสนฑูตของอัลลอฮ์ จะไม่เป็นที่อนุญาต (ให้ผู้ใดล่วงละเมิด) ยกเว้นด้วยสาเหตุหนึ่งในสามประการคือ คนที่ผ่านการแต่งงานแล้ว แต่ยังประพฤติผิดประเวณี ชีวิตที่ต้องแลกด้วยชีวิต และคนที่ละทิ้งศาสนาของตน อีกทั้งแยกตัวไปจากประชาคม" (หะดีษบุคคอร์ : ๖๘:๘)

            การชี้ว่า ผู้ใดทำความผิดตามนัยแห่งหะดีษ จะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาสอบสวนอย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยมีอำนาจหน้าที่ซึ่งได้แก่ ผู้พิพากษา (กอฎิ) ที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้อง หรือจากผู้นำของมุสลิม ที่ดำรงตำแหน่งอย่างชอบธรรม ตามหลักศาสนาเท่านั้น ในกระบวนการพิจารณาความผิดตามหลักอิสลามนั้น หากปรากฎข้อเคลือบแคลงเพียงเล็กน้อย จนทำให้หลักฐานที่มีอยู่ ไม่อาจยืนยันความผิดได้เพียงพอ ก็ต้องละเว้นการลงโทษทันที

            การกล่าวโทษผู้อื่นว่าทำผิด โดยคิดเอาเอง และยังตัดสินประหารชีวิตผู้อื่นด้วยตนเองอาจนำไปสู่การหลั่งเลือด ผู้บริสุทธิ์เป็นสิ่งต้องห้ามร้ายแรง ดังปรากฎในกุรอานว่า

                "ผู้ใดฆ่าศรัทธาชนโดยเจตนา (และโดยมิชอบ) ผลตอบแทนที่จะได้รับคือ นรกญะฮันนัม ซึ่งเขาจะคงอยู่ในนั้นตลอดกาล ยิ่งกว่านั้น อัลลอฮ์โกรธ สาปแช่งเขา และเตรียมทัณฑทรมานอันเจ็บแสบแก่เขาด้วย" (๔:๙๓)

                แม้บทบัญญัติดังกล่าว พูดถึงการฆ่ามุสลิม ก็มิได้หมาบความว่า ถ้ามิใช่มุสลิมก็อนุญาต ให้ฆ่าได้ตามชอบใจ ทั้งนี้เพราะเพียงการปฎิเสธอัลลอฮ์ ย่อมมิใช่มูลเหตุที่จะต้องเข่นฆ่า แต่การทำเช่นนั้นได้ต้องมีเหตุปัจจัยอื่น ๆ ประกอบอีกมาก

                ความศักดิ์สิทธิ์ของเลือดเนื้อ และชีวิตปรากฎในคำกล่าวอันแสดงความห่วงใยของศาสนฑูต (นบี) ในคราวที่ได้สอนผู้คนนับแสนที่รวมตัวกัน ณ ทุ่งอะรอฟะฮ์เพื่อประกอบพิธีฮัจย์ ครั้งสุดท้ายของ นบี

                "แท้จริง เลือดเนื้อของพวกเจ้า และทรัพย์สินของพวกเจ้า เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องห้ามทำลาย ดุจเดียวกับความศักดิ์สิทธิ์ของวันนี้ (วันอะรอฟะฮ์) ในเดือนนี้ (เดือนซุลฮิจญะฮ์) และในเมืองนี้ (เมืองมักกะฮ์)

ทัศนะของอิสลามในเรื่องไสยศาสตร์ คัมภีร์กุรอาน

ได้กล่าวถึงไสยศาสตร์ไว้ว่า       
        
"คนเหล่านั้นเชื่อตามสิ่งที่ซาตานได้อ่านอ้างแก่อาณาจักรของสุลัยมาน ความจริงสุลัยมานมิได้เนรคุณต่ออัลลอฮ์เลย แต่เหล่าซาตานต่างหากที่เนรคุณ พวกมันสอนไสยศาสตร์แก่มนุษย์และสอนสิ่งที่มลาอิกะทั้งสองคือ ฮารูต และมารูต ได้รับที่บาบิล มลาอิกะฮ์ทั้งสองจะไม่สอนแก่ใครจนกว่าจะได้แจ้งให้ผู้เรียนทราบว่า เราทั้งสองนี้เป็นบททดสอบจากอัลลอฮ์ดังนั้น พวกท่านอย่าหลงผิดไปเนรคุณต่ออัลลอฮ์เลย แต่แล้วคนเหล่านั้นกลับร่ำเรียนคุณไสย ที่จะใช้ในการแยกระหว่างสามีกับภรรยา ความจริงพวกเขาไม่สามารถใช้คุณไสยทำอันตรายผู้ใดได้ ยกเว้นโดยอนุมัติจากอัลลอฮ์เท่านั้น สิ่งที่พวกเขาร่ำเรียนนั้น เป็นภัยร้ายแรง และไม่สร้างคุณประโยชน์ พวกเขารู้อยู่แก่ใจว่าใครที่แลกเอาสิ่งนั้นมาในภพหน้าเขาจะไม่ได้รับส่วนแบ่งใด ๆ เลย สิ่งที่พวกเขาได้มาโดยเอาตัวเข้าแลกนี้ช่างเลวร้ายยิ่งนักหากพวกได้รู้" (๒:๑๐๒)               


จากเนื้อหาของบทบัญญัตินี้ อาจสรุปได้ดังนี้         
      
๑. ไสยศาสตร์มีอยู่จริงตั้งแต่อดีตกาลมาแล้ว แต่ต้องตระหนักว่า ในเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนไม้เท้าของท่านนบีมูซา (โมเสส) ไปเป็นงูนั้นมิใช่ไสยศาสตร์ หากแต่เป็นปาฎิหาริย์ที่อัลลอฮ์บันดาลให้เกิดขึ้น โดยสวนทางกับกฎธรรมชาติ               

๒. ไสยศาสตร์อาจให้คุณหรือให้โทษได้     
          
๓. คุณหรือโทษจากไสยศาสตร์นี้เป็นไปโดยอนุมัติจากอัลลอฮ์     
          
๔. ไสยศาสตร์นำไปสู่การกุฟร์ หรือเนรคุณ               

ผู้เขียนเอกสารการต่อสู้ที่ปัตตานี ยังขาดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตีความหรืออธิบายความบทบัญญัติต่าง ๆ ในคัมภีร์กุรอาน จากเอกสารดังกล่าว แสดงให้เห็นถึง อันตรายอย่างยิ่ง ต่อศาสนาอิสลาม ที่นำเอาบทบัญญัติต่าง ๆ ในคัมภีร์กุรอานไปตีความเอาเอง เพื่อความเข้าใจผิด ลุกลามออกไปสู่สังคม กลายเป็นความคิดที่ก้าวร้าว รุนแรง และงมงาย               

การเรียนการสอนไสยศาสตร์ ต้องดูที่เจตนารมณ์ หากมีเจตนาดี เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นให้รอดพ้นภัยพิบัติ ก็เป็นสิ่งที่อนุญาตให้ทำได้ หากเป็นไปโดยเจตนาร้าย ก็เป็นสิ่งต้องห้ามอิสลามไม่ได้

หลักการปฎิบัติในการวิเคราะห์เพื่อหาข้อสรุปจากกุรอาน (อิสติมบาฎ)  กุรอานเป็นเรื่องที่อัลลอฮ์ให้ไว้แก่มวลมนุษย์ด้วยเหตุผผล สองประการคือ

                ๑. เป็นเครื่องยืนยันความสัจจริงของนบีมุฮัมมัด ต่อสถานุภาพการเป็นศาสนฑูตของท่าน และความสัจจริงของสิ่งที่ท่านเรียกร้อง โดยที่อัลลอฮ์ให้กุรอานมีลักษณะที่ล้ำเลิศเกินกว่ามนุษย์คนใด จะสามารถเลียนแบบได้ ทั้งในแง่ภาษา วรรณศิลป์ ปรัชญา และองค์ความรู้ในด้านต่าง ๆ ดังที่มีในกุรอานว่า

                "พวกเขาอ้างว่ามุฮัมมัด ปันแต่งกุรอานขึ้นเองกระนั้นหรือ? บอกไปเถิดว่าถ้าเช่นนั้น พวกท่านก็จงเรียกหาใครก็ได้ที่พวกท่านสามารถเพื่อมาช่วยเหลือท่าน (ทำให้ได้เช่นเดียวกับที่กุรอานทำ) ทั้งนี้หากแม้นพวกท่านเป็นผู้สัจจริง" (๑๐:๓๘)

                ๒. เป็นทางนำสู่ความถูกต้อง เที่ยงธรรมในการดำเนินชีวิต ดังที่ที่มีในกุรอานว่า

                "แท้จริงกุรอานนี้ชี้นำสู่ทางที่เที่ยงตรงกว่า และยังจะนำความโสมนัสมายังศรัทธาชน ผู้ประกอบความดีทั้งหลายว่า พวกเขาจะได้ผลอันยิ่งใหญ่เป็นการตอบแทน " (๑๗:๙)

กุรอานดำรงอยู่ รอดพ้นจากการแก้ไขเปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมด้วยปัจจัยหลักคือ การท่องจำ และการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร โดยคำสั่งของท่านนบีเอง นับแต่บทบัญญัติแรกจนสุดท้าย ถ้อยคำที่ใช้บางที ก็ใช้ถ้อยคำสำนวนที่ให้ความหมายตรงตัว ไม่สามารถตีความเป็นอื่นได้ แต่ก็มีหลายบทบัญญัติแม้จะใช้ถ้อยคำสำนวนที่กะทัดรัด แต่เปิดกว้างทางนัยยะให้ได้ใช้วิจารณญาณวิเคราะห์ หาบทสรุปสำหรับทุกกรณีและหาทางออกสำหรับทุกปัญหา

ถ้อยคำสำนวนในรูปแบบที่สองนี้เอง นำไปสู่ความคิดอันหลากหลาย ซึ่งในสมัยที่ศาสนฑูต (นบี) ยังมีชีวิตอยู่ ท่านจะเป็นผู้ชี้ว่าความคิดใดถูกต้อง หรือคลาดเคลื่อน เมื่อท่านนบีสิ้นชีวิตแล้ว ความรู้ความเข้าใจ ยังคงดำรงอยู่กับมิตรสหายของท่าน ซึ่งทุกคนหากพบถ้อยคำในกรุอานที่ตนไม่เข้าใจ ก็ไม่มีใครกล้าเอาความคิดของตนมาตีความ โดยไม่สอบถามผู้รู้ในเรื่องนั้นก่อน

ดังนั้น การอรรถาธิบายบทบัญญัติของกุรอานต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติใหญ่ ๆ สามประการคือ

เป็นผู้ที่มีความรู้ในศาสตร์ที่เกี่ยวกับกุรอานดีพอ  เพราะในกุรอานมีบริบททางสังคมที่แตกต่างกัน หากพบบางบทบัญญัติ ขัดแย้งกับอีกบทบัญญัติ ก็ต้องรู้ว่าบทบัญญัติใดให้มาก่อนหลัง บทบัญญัติก่อนถูกยกเลิก โดยบทบัญญัติหลัง (นาซิค - มันซูค) การนำบทบัญญัติหนึ่งเดียวมาบ่งชี้โดยไม่ศึกษาบทบัญญัติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาจนำไปสู่การหลงผิดได้ นอกจากนั้นยังต้องรู้มูลเหตุแห่งการให้บทบัญญัติด้วย
 

เป็นผู้มีความรู้ด้านภาษาอาหรับอย่างดี

เป็นผู้มีความรู้ดีพอด้านหลักนิติบัญญัติอิสลามและประวัติศาสตร์อิสลาม  ในอิสลามอุดมไปด้วยหลักนิติบัญญัติมากมาย ที่นักปราชญ์มุสลิม ได้กลั่นกรองเอาไว้จากกุรอาน และแบบฉบับของท่านนบี

- หลักการว่าด้วยการ ปิดไว้ป้องกันภัยมา
-  หลักการว่าด้วยการ ยอมทำบาปที่มีผลน้อยที่สุด เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น
-  หลักการว่าด้วยการ ความยากลำบากย่อมนำมาซึ่งความสะดวก
-  หลักการว่าด้วยการ ความคับขันนำให้สิ่งต้องห้ามผ่อนคลาย

ความรู้เหล่านี้ อิสลามกำหนดไว้ให้เป็นหน้าที่ของคนกลุ่มหนึ่ง ที่มีศักยภาพเท่านั้น (ฟัรดูกิฟายะฮ์) คนอื่นที่ไม่มีความรู้พอจึงต้องทำตามที่ผู้รู้ชี้แจงไว้ ดังในกรุอานมีว่า

"จงสอบถามผู้รู้ หากพวกเจ้าไม่รู้"  (๑๖:๔๓)

                ข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ได้รับการสืบทอดกันมาจากบรรพชนรุ่นก่อน จึงเป็นสิ่งจำเป็น ข้อมูลด้านการอรรถาธิบายกุรอานดังกล่าว มีอยู่มากมาย บรรดาข้อวินิจฉัยดังกล่าว เชื่อว่าสังคมมุสลิม จะสามารถนำเสนอวิถีชีวิตที่งดงาม ตามแบบฉบับอิสลาม และสร้างความสงบร่มเย็นแก่โลกได้ แต่ในความเป็นจริง ที่ระบุว่ามีที่มาจากกุรอาน โดยอาศัยการแปลกุรอานเป็นภาษาอื่นที่ตนเข้าใจ แล้วสรุปประเด็นต่าง ๆ ออกเป็นข้อวินิจฉัยของตน จนหลายครั้ง สังคมเกิดการปั่นป่วน วุ่นวายแตกแยก แบ่งฝ่ายจนยากที่จะประสาน ซึ่งสังคมมุสลิมในประเทศไทย ก็หนีไม่พ้นสภาพเช่นนี้ จึงน่าจะอยู่ในข่ายแห่งความหมายของคำกล่าว ของศาสนฑูตที่ว่า

                "ผู้ใดกล่าวอ้างสิ่งใดในอัลกุรอานโดยไม่มีพื้นฐานความรู้จริง ก็จงเตรียมที่ทางของตนไว้ในนรกเถิด" (บันทึกโดยอัตติรมีซัย : ๒๘๗๔)

                ลักษณะดังกล่าวนับเป็นภัยร้ายแรงอย่างหนึ่งของสังคมมุสลิม ดังที่อิหม่ามซาฟีอีย์ กล่าวว่า

                "ความเสียหายใหญ่หลวงมักเกิดจากผู้รู้ฉีกกระชากจรรยาบรรณแห่งความรู้ และสิ่งเลวร้ายกว่านั้นคือ ผู้อวิชาที่สำแดงตนเป็นคนเคร่งศาสนา ทั้งสองนับเป็มหันตภัยในโลก โดยเฉพาะกับผู้ที่ถือเอาคนทั้งคู่ เป็นครูในเรื่องศาสนาของตน"

ทัศนะเรื่องการต่อสู้ในหนทางของศาสนา (ญีฮาด) ในอิสลาม

            แนวคิดเรื่อง ญีฮาด และชะฮีด เป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับเอกสารดังกล่าว จึงมีความจำเป็นต้องอธิบายแนวคิดที่ถูกต้อง

            ญีฮาด ในอิสลาม หมายถึงการทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหลาย  เพื่อเทิดทูนคำสั่งของอัลลอฮ์ ให้อิสลามคงอยู่ในโลกอย่างมั่นคง ซึ่งจำต้องอาศัยปัจจัยต่าง ๆ หลายประการ ดังนั้นจึงได้มีการแบ่งการญีฮาด ออกเป็นหลายประเภทด้วยกัน ท่านอิมนุลกัยยิมแบ่งการญีฮาดออกเป็น

                การญีฮาดกับอารมณ์ของตนเอง  ถือเป็นพื้นฐานของการญีฮาดอื่น ๆ ทั้งหมด แบ่งออกเป็นสี่ระดับคือ

                    ๑. ญีฮาดเพื่อเรียนรู้ทางนำและสัจธรรม อันจะทำให้ชีวิตประสบความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
                    ๒. ญีฮาดเพื่อปฏิบัติในสิ่งที่ได้เรียนรู้แล้ว
                    ๓. ญีฮาดเพื่อเผยแพร่สัจธรรมที่เรียนรู้ให้คนอื่นเข้าใจ
                    ๔. ญีฮาดเพื่อให้อดทนอดกลั้นต่อความยากลำบากต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์

                การญีฮาดกับซาตานร้าย  โดยการพยายามขจัดข้อเคลือบแคลงต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอัลลอฮ์ออกไป จนเกิดความเชื่อมั่นศรัทธาอันแท้จริง อดกลั้นต่อแรงยั่วยุของซาตาน

                การญีฮาดกับผู้ปฏิเสธ  โดยการนำเสนอเหตุผล หลักฐานและข้อเท็จจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับอิสลามให้เป็นที่เข้าใจ หรือหมายถึงการทำสงครามต่อสู้กับการถูกข่มเหง ซึ่งถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกบังคับ

                การญีฮาดกับมุนาฟิก  ซึ่งต้องใช้เหตุผลโน้มน้าวใจเป็นส่วนใหญ่

                การญีฮาดกับมุสลิมผู้ประพฤติตนผิดหลักศาสนา  ซึ่งอาจต้องใช้กำลัง เหตผลหักล้างหรือการปฏิเสธด้วยใจ

                ปัจจุบันคนส่วนใหญ่เข้าใจการญีฮาดว่าหมายถึงการทำสงครามเท่านั้น อันนำไปสู่ความรุนแรงในหลายส่วนของโลกรวมทั้งในประเทศไทยด้วย

                ญีฮาดกับสงคราม  การญีฮาดไม่จำเป็นต้องเป็นการสู้รบเสมอไป และแม้เมื่อเกิดการสู้รบแล้ว ก็มิได้หมายความว่าเป็นการญีฮาดทุกกรณี เช่น การต่อสู้กับผู้บุกรุก เพื่อทำลายชีวิต หรือแย่งชิงทรัพย์สิน เป็นการต่อสู้ที่ชอบธรรม แต่มิใช่การญีฮาด

                จุดประสงค์ของสงครามในอิสลาม  อิสลามไม่สนับสนุนการทำสงครามและไม่อนุญาตให้มีการประกาศสงคราม เว้นแต่ด้วยความจำเป็น และมีจุดประสงค์ที่เป็นหนทาง เพื่ออัลลอฮ์  ไม่มีผู้ใดสามารถประกาศสงครามเว้นแต่ผู้นำสูงสุดของมุสลิม ต้องผ่านกระบวนการเรียกร้องสู่สันติภาพ หรือการตอบรับอิสลามอย่างถูกต้องชอบธรรมก่อน  ต้องไม่กระทำการโจมตีบุคคลใด หรือฝ่ายใด นอกจากเขาต้องรับผิดชอบในผลแห่งการกระทำนั้น ทั้งในด้านศาสนบัญญัติ และกฎหมาย เพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

                    - ตอบโต้ความอยุติธรรมและการรุกราน ปกป้องและพิทักษ์ชีวิตครอบครัว ทรัพย์สิน ศาสนาและมาตุภูมิ

                    - ปกป้องเสรีภาพในด้านการศรัทธา และปฏิบัติตามหลักศาสนาที่บรรดาผู้รุกรานพยายามใส่ร้าย หรือกีดขวางมิให้มีเสรีภาพด้านความคิด และการนับถือศาสนา

                    - พิทักษ์การเผยแพร่อิสลามที่ค้ำชูความเมตตา ความสงบสันติแก่มนุษยชาติ ให้แพร่กระจายอย่างทั่วถึงแก่มวลมนุษย์

                    - ให้บทเรียนแก่ผู้ละเมิดสัญญาหรือศรัทธา หรือผู้ทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับคำสั่งของอัลลอฮ์ และปฏิเสธความยุติธรรม การประนีประนอม

                    - ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ถูกกดขี่ไม่ว่าเขาจะอยู่ ณ แห่งหนใด ปลดปล่อย และปกป้องเขาจากการรุกรานของเหล่าผู้กดขี่

                    ดังนั้น  จึงเห็นได้ถึงความแตกต่างระหว่างการก่อการร้ายซึ่งเป็นสิ่งต้องห้าม และนำไปสู่ความหายนะ และความพินาศ กับการญีฮาดที่ถูกต้องตามหลักศาสนา

บทสรุป

            จากการศึกษาเอกสาร "การต่อสู้ที่ปัตตานี"  เห็นว่าเขียนขึ้นโดยมีเป้าหมาย เพื่อปลุกระดมความคิด เพื่อเป้าหมายในการแบ่งแยกดินแดน มุ่งปลุกระดมให้เกิด "ความเชื่อ" ในแนวทางของตน โดยได้นำเอาทัศนะในทางประวัติศาสตร์ มาเป็นพื้นฐานให้เชื่อว่า ดินแดนส่วนหนึ่งของประเทศไทย ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นดินแดนที่ถูกยึดไป จึงต้องต่อสู้เพื่อให้ได้กลับคืนมา พร้อมกันนั้นก็ได้ปลุกกระแสชาติพันธุ์นิยมให้เห็นถึงความเป็นชาติพันธุ์มลายู ปลุกอารมณ์ความโกรธ ความคับแค้นใจ ในการดำเนินงานของเจ้าหน้า ที่ของรัฐที่ได้ทำการกดขี่ข่มเหง เพื่อสร้างให้สังคมเห็นว่า การต่อสู้ของคนกลุ่มนี้ เป็นการต่อสู้ในทางศาสนา หรือการญีฮาด

            วิธีการดังกล่าวได้บดบังคำสอนอันถูกต้องของอิสลามไปอย่างน่าเสียดาย บทบัญญัติจากคัมภีร์กุรอาน ไม่เพียงแต่ยกตัวบทมาเขียนผิด เขียนเพิ่มแล้ว ยังพยายามอธิบายบิดเบือนผิดพลาดคลาดเคลื่อน ได้นำบทบัญญัติต่าง ๆ มาเป็นเสมือนคาถาอาคม ที่มีความเชื่อว่าจะสามารถป้องกันอันตราย จากอาวุธของฝ่ายตรงข้าม ทำให้ฝ่ายตรงข้ามมองไม่เห็น เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าบุคคลกลุ่มนี้ เข้าใจคำสอนของอิสลามผิดพลาดคลาดเคลื่อนไป
            ในส่วนทัศนะในเรื่องประวัติศาสตร์นั้น จะต้องเข้าใจว่าเป็นเรื่องของอดีต แก้ไขไม่ได้ การสู้รบกันระหว่างมนุษย์ มีมาตลอดประวัติศาสตร์ด้วยเหตุผลต่าง ๆ

            ในอดีตคนเชื้อสายมลายู มีแหล่งอาศัยอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ความเป็นไปในประวัติศาสตร์ ทำให้คนเชื้อสายมลายูกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย การใช้ภาษามลายูถูกลืมเลือนไป ตามความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์

            หากมองจากฐานคติของอิสลามแล้ว การมาเป็นศาสนิกนั้นคือการยินยอมที่จะเป็นคนที่ข้ามข้อจำกัดทางชาติพันธุ์ ภาษา สีผิวหรือแม้แต่ความเป็นคนของรัฐใดรัฐหนึ่ง ไปสู่ความเป็นสมาชิกของมนุษยชาติอันเป็นสากล  การแบ่งแยกตนเอง นำคนเพียงชาติพันธุ์เดียวไปสู่การปกครองตนเองเป็นทัศนะที่คับแคบ ไม่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของอิสลาม

            ในเรื่องญีฮาดนั้น เห็นว่าผู้เขียนเอกสารมีความเข้าใจคำสอนเรื่องญีฮาดคับแคบ และเลือนลาง พฤติกรรมที่ส่อแสดงไปในความเชื่อแบบบ้าคลั่ง งมงายและไร้เหตุผล ฆ่าคนบริสุทธิ์อย่างไม่เลือกหน้า นับว่าห่างไกลจากความหมายของคำว่าญีฮาด

            ขอให้คนไทยทุกคนที่อาศัยอยู่บนพื้นแผ่นดินที่เรียกว่า ประเทศไทย ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ชาติพันธุ์ใด สีผิวใด พูดภาษาอะไร มีลักษณะทางกายภาพเป็นอย่างไร เขาคือคนไทย แผ่นดินทุกตารางนิ้วที่เราอาศัยอยู่นี้คือ แผ่นดินไทย คนไทยทุกคนเป็นเจ้าของ ประวัติศาสตร์การสร้างชาติจะเป็นมาอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ ณ วันนี้แผ่นดินรูปขวานทองนี้คือแผ่นดินไทย ใครจะมาแบ่งแยกโดยอ้างเหตุผลใดไม่ได้ทั้งสิ้น และเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน ที่จะปกป้องแผ่นดินนี้ ให้สืบทอดสู่ลูกหลานไทยต่อไป และมีหน้าที่ที่จะต้องให้ดินแดนนี้ เป็นดินแดนแห่งความสงบสุขสันติ และเป็นดินแดนที่คนไทยทุกหมู่เหล่า สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์สืบไป

ที่มา:   surasiha.blogspot.com

เป็นเพื่อน Line กับเรา