“ทรัมป์” วอนชาติมุสลิมขับไล่พวกหัวรุนแรงสุดโต่ง-จวก “อิหร่าน” หนุนก่อการร้าย

22 พค. 60     1889

“ทรัมป์” วอนชาติมุสลิมขับไล่พวกหัวรุนแรงสุดโต่ง-จวก “อิหร่าน” หนุนก่อการร้าย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เรียกร้องวานนี้ (21 พ.ค.) ให้ผู้นำชาติอาหรับและมุสลิมผนึกกำลังมีส่วนร่วมในการปราบปรามพวกอิสลามิสต์หัวรุนแรงและลัทธิก่อการร้าย พร้อมตราหน้า “อิหร่าน” ว่าเป็นรัฐที่ให้ทุนสนับสนุนกลุ่มก่อความไม่สงบต่างๆ
       
       คำพูดของ ทรัมป์ สอดคล้องไปในทางเดียวกับเจ้าภาพซาอุดีอาระเบีย และเป็นการส่งคำเตือนแรงๆ ไปยังอิหร่านเพียง 1 วันหลังจากที่ประธานาธิบดีฮัสซัน รอฮานี ผู้นำสายกลาง เพิ่งจะชนะศึกเลือกตั้งได้บริหารประเทศต่ออีกสมัย
       
       ระหว่างการเยือนริยาดซึ่งถือเป็นทริปต่างประเทศครั้งแรกของเขาในฐานะผู้นำสหรัฐฯ ทรัมป์ ดูเหมือนจะรับฟังคำเตือนให้ใช้วาจานุ่มนวลกับโลกมุสลิมมากขึ้น และไม่ได้เอ่ยคำว่า “ลัทธิก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรง” (radical Islamic terrorism) ที่เคยใช้บ่อยๆ ในช่วงหาเสียงออกมาแม้แต่ครั้งเดียว
       
       “การก่อการร้ายได้แพร่กระจายไปทั่วโลก แต่เส้นทางสู่สันติภาพต้องเริ่มต้นที่นี่ บนดินแดนอันเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้” ทรัมป์ กล่าวต่อบรรดาผู้นำจาก 50 ประเทศที่มีมุสลิมเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ และคิดเป็นสัดส่วนประชากรกว่า 1,000 ล้านคนของโลก
       
       “อนาคตที่ดีกว่าจะเกิดขึ้นได้ หากประเทศของท่านช่วยกันขับไล่กลุ่มก่อการร้ายและพวกหัวรุนแรงสุดโต่ง ขับไล่พวกเขาออกไปเสีย! ขับไล่พวกเขาออกไปจากศาสนสถานของท่าน ขับไล่พวกเขาออกไปจากชุมชนของท่าน ขับไล่พวกเขาออกไปจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของท่าน และขับไล่พวกเขาออกไปจากโลกนี้”


“ทรัมป์” วอนชาติมุสลิมขับไล่พวกหัวรุนแรงสุดโต่ง-จวก “อิหร่าน” หนุนก่อการร้าย  
       
       สุนทรพจน์ในต่างแดนครั้งแรกของทรัมป์ ถือเป็นโอกาสที่เขาได้โชว์ความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและมุ่งมั่น และเบนความสนใจจากข่าวฉาวในบ้านเกิดที่เริ่มลุกลามบานปลายจากการที่เขาสั่งปลด เจมส์ โคมีย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน
       
       ทรัมป์ ชี้ว่า สงครามกับลัทธิก่อการร้ายเป็นการต่อสู้ระหว่าง “ความดีและความชั่ว” ไม่ใช่ระหว่างอารยธรรมที่ต่างกัน พร้อมกล่าวอย่างหนักแน่นว่าสหรัฐฯ พร้อมที่จะเป็นหุ้นส่วนกับตะวันออกกลาง แต่ก็หวังจะได้รับความร่วมมือมากขึ้นด้วย
       
       “ยังมีงานหลายอย่างที่เราต้องทำ ซึ่งก็คือการเผชิญหน้ากับลัทธิสุดโต่งในอิสลาม (Islamic extremism) พวกอิสลามิสต์ (Islamists) และลัทธิอิสลามก่อการร้าย (Islamic Terror) ทุกรูปแบบ” 
       
       ในร่างสุนทรพจน์ที่เตรียมเอาไว้ล่วงหน้านั้น ทรัมป์ จะต้องใช้คำว่า “ลัทธิสุดโต่งอิสลามิสต์” (Islamist extremism) แต่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวคนหนึ่งอ้างว่าผู้นำสหรัฐฯ “เหน็ดเหนื่อย” จนมีการเปลี่ยนคำพูดไปเล็กน้อย 

“ทรัมป์” วอนชาติมุสลิมขับไล่พวกหัวรุนแรงสุดโต่ง-จวก “อิหร่าน” หนุนก่อการร้าย

 “ลัทธิสุดโต่งอิสลามิสต์” นั้นมีความหมายสื่อถึงขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง (political movement) มากว่าตัวศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นข้อแตกต่างที่รัฐบาล บารัค โอบามา กำหนดขึ้น และเคยถูก ทรัมป์ วิพากษ์วิจารณ์อยู่บ่อยๆ
       
       ในการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว ทรัมป์ ได้เสนอมาตรการแบนวีซ่าห้ามชาวมุสลิมเดินทางเข้าสหรัฐฯ ชั่วคราว และหลังจากที่กลายเป็นผู้นำทำเนียบขาว เขาก็ได้ออกคำสั่งบริหารกีดกันพลเมืองมุสลิมจากหลายประเทศ ทว่าคำสั่งเหล่านั้นถูกศาลยับยั้งด้วยเหตุว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ
       
       เป็นที่น่าสังเกตว่า กษัตริย์ซาอุฯ ต้อนรับขับสู้ ทรัมป์ ดีกว่าที่เคยต้อนรับอดีตประธานาธิบดีโอบามา เมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากริยาดมองว่า โอบามาไม่เด็ดขาดกับอิหร่าน แถมยังลังเลกับการจัดการวิกฤตซีเรีย ขณะที่ ทรัมป์ แสดงจุดยืนชัดเจนว่าต้องการลดทอนอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาคนี้
       


“ทรัมป์” วอนชาติมุสลิมขับไล่พวกหัวรุนแรงสุดโต่ง-จวก “อิหร่าน” หนุนก่อการร้าย 
       “เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วที่อิหร่านสุมไฟให้เกิดสงครามระหว่างฝักฝ่ายต่างๆ และสนับสนุนการก่อการร้าย... รัฐบาลของพวกเขาพูดถึงแต่การสังหารหมู่ ขู่จะทำลายอิสราเอล ไล่อเมริกาไปตายเสีย และสาปแช่งให้ผู้นำหลายประเทศในห้องนี้พบกับความวิบัติ” ทรัมป์ กล่าว
       
       ผู้นำสหรัฐฯ ไม่ได้เอ่ยชัดเจนถึงปัญหาสิทธิมนุษยชนในซาอุดีอาระเบียหรือรัฐอ่าวอาหรับอื่นๆ โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวอธิบายว่า ทรัมป์ ไม่ได้ต้องการมา “เลคเชอร์” สั่งสอนประเทศเหล่านี้อย่างที่ โอบามา เคยทำ และก็ทำไม่สำเร็จ
       
       ด้าน จาวัด ซาริฟ รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้ทวีตข้อความตอบโต้สหรัฐฯ อย่างประชดประชันว่า ทรัมป์ พูดโจมตีอิหร่านในซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็น “ป้อมปราการแห่งประชาธิปไตยและความเป็นกลาง” แถมยัง “ป้อนนม” ให้เจ้าภาพซาอุฯ ด้วยข้อตกลงทางธุรกิจมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์
       
       สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมานแห่งซาอุฯ มีพระราชดำรัสตอบ ทรัมป์ ว่า อิหร่านเป็นต้นตอของลัทธิก่อการร้ายที่วอชิงตันและริยาดจะต้องร่วมกันต่อต้าน
       
       “เรามีหน้าที่ต่อพระเจ้า ต่อประชาชน และต่อผู้คนทั่วโลก ในการยืนหยัดต่อสู้กับพลังอันชั่วร้ายและลัทธิสุดโต่ง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม... รัฐบาลอิหร่านก็เป็นเสมือนปลายหอกของลัทธิก่อการร้ายสากล” กษัตริย์ซาอุฯ ตรัส 


www.manager.co.th

เป็นเพื่อน Line กับเรา