ทูตซาอุฯ ประจำตุรกีแถลง ซาอุ ฯ ยืนข้างโรฮิงญามานานกว่า 70 ปี

9 กย. 60     870

ทูตซาอุฯ ประจำตุรกีแถลง ซาอุ ฯ ยืนข้างโรฮิงญามานานกว่า 70 ปี

ทูตซาอุประจำตุรกีแถลง ซาอุฯยืนข้างโรฮิงญามานานกว่า 70 ปี

สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์:  วาลีด อัล-เคอรัยจี เอกอัครราชทูตซาอุดิอาระเบีย ประจำตุรกี กล่าวว่า ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ยืนเคียงข้างชาวมุสลิมโรฮิงญา ในระดับนานาชาติ มากว่า 70 ปี โดยผ่านการให้ความช่วยเหลือ และการบริจาคเงิน

หนังสือพิมพ์รายวัน ซาบาฮ์ ของตุรกี รายงานอ้างแถลงการณ์ของเอกอัครราชทูตซาอุฯ ที่ระบุว่า รัฐบาลของกษัตริย์ซัลมาน ได้ให้ความสนใจอย่างมากมายในการปกป้องสิทธิมนุษยชน ทั้งในระดับ

นานาชาติและระดับภูมิภาค ผู้นำซาอุ ฯ เป็นผู้ริเริ่มในการเข้าร่วมกับองค์กรเพื่อมนุษยธรรมในระดับนานาชาติหลายแห่ง รวมทั้งการประชุมต่างๆ เพื่อเรียกร้องให้ยุติการเลือกปฏิบัติ และการสร้างความอธรรมตั้งแต่ปี 1997 


ในส่วนของวิกฤติโรฮิงญา ท่านทูตกล่าวว่า ราชอาณาจักรซาอุ ฯ ได้เร่งความพยายามในการช่วยเหลือมุสลิมในเมียนม่าร์จากโศกนาฏกรรมแห่งมนุษยชาตินี้ โดยใช้การปฏิบัติจริงแต่ไม่โอ้อวด ซึ่งไม่น่าจะมีผู้ใดกล้าพูดได้ว่า ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ชาวโรฮิงญามากไปกว่าสิ่งที่ราชอาณาจักรซาอุ ฯ ได้ทำมาตลอด 70 ปี ดังที่ประวัติศาสตร์ได้ระบุไว้ถึงการที่ราชอาณาจักรซาอุ ฯ เป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่สนับสนุนกรณีโรฮิงญาเข้าสู่ระดับนานาชาติ และในสภาเพื่อมนุษยธรรมของ UN


พร้อมกันนี้ ราชอาณาจักรฯ ของประณามรัฐบาลเมียนม่าร์ ต่อการปฏิเสธไม่ให้สัญชาติชาวโรงฮิงญา นับตั้งแต่ปี 1982 โดยกล่าวอ้างว่า พวกเขาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ทั้งนี้ ชาวโรฮิงญาถูกจำกัดเสรีภาพในการเคลื่อนไหว และสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน รวมทั้งปฏิเสธการให้สวัสดิการด้านอาหารและสุขภาพ


ราชอาณาจักรซาอุ ฯ ได้บริจาคเงินช่วยเหลือชาวโรฮิงญาเป็นเงิน 50 ล้านดอลล่าร์ ผ่านทางองค์กรเยียวยาด้านสุขภาพ และโครงการส่งเสริมด้านการศึกษา และยังเริ่มรับผู้อพยพตั้งแต่ปี 1948 ปัจจุบันมีชาวโรฮิงญาประมาณ 300,000 คน อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรซาอุ ฯ


โศกนาฏกรรมของชาวโรฮิงญา ในรัฐยะไข่ของเมียนมาร์ ถูกเล่าขานโดยกลุ่มชาวโรฮิงญาจากรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของเมียนม่าร์ ที่อพยพเข้ามาอยู่ในมักกะฮ์ โดยใช้เวลาเดินทางถึง 2 ปี ซอและฮ์ อับดุล ชากูร ผู้อำนวยการศูนย์สื่อสารโรฮิงญา ระบุว่า แต่เดิมชาวโรฮิงญามุสลิม จำนวนประมาณ 1 ล้านคน จัดอยู่ใน 1 ในชนกลุ่มน้อยของพม่า ต่อมา ถูกทางการพม่าถอนสัญชาติ และตกอยู่ในความกดขี่มาตลอด 70 ปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลเพราะความเป็นมุสลิม การถูกกดดันบีบบังคับให้หลบหนีมาอยู่ในซาอุดี อาระเบีย ในสมัยของอดีตกษัตริย์ฟัยซาล บิน อับดุล อาซิส ซึ่งให้สถานะผู้อยู่อาศัยเป็นพิเศษ ซึ่งชาวโรฮิงญาไม่เคยได้รับการดูแล และความเมตตาเช่นนี้ในประเทศที่เป็นถิ่นกำเนิด


เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา ฝ่ายบริหารนครมักกะฮ์ จัดโปรแกรมพิเศษเพื่อพัฒนาสถานะของชุมชนมุสลิมพม่า และมีการอนุญาตให้ได้รับสวัสดิการที่อยู่อาศัยฟรีเป็นเวลา 4 ปี รวมทั้งมีสวัสดิการด้านการศึกษา สาธารณสุข และการจ้างงาน ให้กับมุสลิมพม่ากว่า 250,000 คน ซึ่งคณะกรรมาธิการด้านผู้อพยพของสหประชาชาติ ได้จัดให้เป็นโครงการด้านมนุษยธรรมที่

hot.muslimthaipost.com
ที่มา:  www.arabnews.com

เป็นเพื่อน Line กับเรา