ตำนานเมืองปัตตานี

6 ธค. 60     133

ตำนานเมืองปัตตานี

ตำนานเมืองปัตตานี

 
ตำนานเรื่องหนึ่งกล่าวถึงกษัตริย์เมืองโกตามะลิฆัย พระนามว่าพญาตู นักปา (Tu Nakpa) เสด็จมาล่าสัตว์บริเวณป่าแถบชายทะเลปัตตานี แล้วทรงเห็นว่าเป็นที่เหมาะสมที่จะสร้างบ้านเมืองขึ้นใหม่ที่นี่ จึงสั่งเกณฑ์ผู้คนจากโกตามะลิฆัยมาสร้างเมืองและพระราชวังขึ้น แล้วสั่งย้ายผู้คนมาอยู่ที่เมืองใหม่แห่งนี้ ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นที่อาศัยของชายชราชาวมลายูชื่อเอนชิค ตานี (Encik Tani) แต่คนทั่วไปเรียกกันว่าปะตานี หรือเจ๊ะ ตานี เมืองนี้จึงตั้งชื่อขึ้นตามชาวประมงชราผู้นี้


บางสำนวนก็ว่า พญาตู นักปา ติดตามรอยเท้าสัตว์มาถึงชายทะเล ผู้ติดตามทูลว่ารอยเท้าสัตว์ได้หายไปที่หาดแห่งนี้ คำว่า "หาดแห่งนี้" ตรงกับภาษามลายูว่า "ปะตานี" เพี้ยนมาจาก "ปันตัยอินี"
เรื่อง "หาดแห่งนี้" ยังปรากฏสำนวนแตกต่างออกไปอีก คือพระองค์มหาวังษา (พระเจ้ากรุงโรม) ทรงแต่งตั้งให้พระราชโอรสไปครองเมืองต่างๆ เหลือแต่พระธิดาที่ยังหาเมืองไม่ได้ จึงเสี่ยงทายด้วยการใช้ช้างศักดิ์สิทธิ์ ขี่ไปหาเมืองใหม่ ขณะมาถึงชายหาดแห่งหนึ่งก็เห็นกระจงเผือกวิ่งผ่านหน้าแล้วหายไป พระธิดาจึงสั่งให้ทหารออกติดตาม เมื่อทรงถามว่ากระจงหายไปทางไหน เหล่าไพร่พลก็ชี้มือไปทางชายหาด แล้วทูลพร้อมกันว่า "ปันตัยอินี" (หาดแห่งนี้)


ตำนานเมืองปัตตานียังมีอีกหลายสำนวนที่ว่าด้วยที่มาของคำนี้ นอกจากนี้ยังมีข้อสันนิษฐานที่มาของ "ปัตตานี" ในทางภาษาอีกหลายๆ ทาง เช่นมาจาก "ธานี" หมายถึงเมืองใหญ่ริมสมุทร "ปะฏานี" ในภาษาอาหรับ ที่หมายถึงนักปราชญ์ "ปตานี" ในภาษาบาลี สันสกฤต หมายถึงหญิงครองเมือง และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าอาจจะมาจากภาษามลายู "ปะตานี" หมายถึงชาวนา

ตำนานเมืองปัตตานี


เปลี่ยนจากพุทธเป็นอิสลาม

 
แต่เดิมชาวปัตตานีได้รับอิทธิพลจากอินเดียมีวัฒนธรรมแบบฮินดู และนับถือพุทธนิกายมหายาน จนต่อมาในสมัยพญาตู นักปา จึงเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ตำนานเมืองปัตตานีกล่าวถึงมูลเหตุที่ชาวปัตตานีเปลี่ยนศาสนาว่าพญาตู นักปา หรือราชาอินทิรา (Raja Intira) ทรงพระประชวร ป่วยเป็นโรคเรื้อนรักษาไม่หาย บรรดาหมอหลายคนมาถวายการรักษาก็ไม่เป็นผล 


จนกระทั่ง เชค ซาฟียุดดิน (Sheikh Safiuddin) ชาวมุสลิม ซึ่งอพยพมาจากเกาะสุมาตรา อาสาที่จะถวายการรักษา แต่มีข้อแม้ว่าหากรักษาหายแล้ว ราชาอินทิราต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ปรากฏว่า เชค ซาฟียุดดิน สามารถรักษาจนหายได้ แต่ราชาอินทิราไม่ทรงรักษาสัญญาที่ให้ไว้ ทำให้โรคเก่ากำเริบขึ้นอีก เชค ซาฟียุดดิน ต้องมารักษาให้ใหม่ ราชาอินทิราก็ไม่ทรงรักษาสัญญาอีก เป็นอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง จนกระทั่งครั้งที่ ๔ จึงทรงยอมกระทำตามสัญญาที่ให้ไว้


หลังจากนั้นศาสนาอิสลามก็ได้เผยแผ่จากราชสำนักลงไปสู่ชาวปัตตานี เชค ซาฟียุดดิน ได้รับแต่งตั้งเป็น ดาโต๊ะซะรี รายา ฟากิฮฺ ส่วนราชาอินทิราทรงเปลี่ยนพระนามเป็นสุลต่านอิสมาเอล ชาฮ์ (Sultan Ismail Syah) มีการสั่งให้ทำลายพุทธสถาน พุทธรูป เทวรูป และสร้างมัสยิดขึ้นแทน และถือว่าสุลต่านอิสมาเอล ชาฮ์ พระองค์นี้คือกษัตริย์แห่งรัฐปัตตานีพระองค์แรก ครองราชย์ระหว่างปี ๒๐๔๓-๒๐๗๓


ส่วนข้อสันนิษฐานที่อาศัยข้อมูลทางประวัติศาสตร์ บ่งชี้ว่าเหตุผลหนึ่งที่ปัตตานีเปลี่ยนศาสนามาเป็นอิสลามนั้น อาจเป็นเพราะได้รับอิทธิพลมาจากมะละกา ซึ่งขณะนั้นอาณาจักรกรุงศรีอยุธยามีอำนาจครอบคลุมไปถึงมะละกา ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญ และเป็นรัฐอิสลาม ถือโอกาสในระหว่างที่กรุงศรีอยุธยาติดพันสงครามทางหัวเมืองฝ่ายเหนือ จึงทำการแข็งเมือง ไม่ยอมขึ้นต่อรัฐบาลกรุงศรีอยุธยาอีกต่อไป


ฝ่ายสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจึงมีพระบรมราชโองการให้ส่งกองทัพจากกรุงศรีอยุธยา และเกณฑ์ทัพจากหัวเมืองปักษ์ใต้ไปตีมะละกา ตามที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ ว่า "ศักราช ๘๑๗ กุญศก แต่งทัพให้ไปเอาเมืองมลากา" แต่การศึกครั้งนั้นก็ไม่ประสบความสำเร็จ เหตุการณ์ตามพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ นี้ เกิดขึ้นในปีพุทธศักราช ๑๙๙๘ ซึ่งใกล้เคียงกับเวลาครองราชย์ของราชาอินทิราคือระหว่างปี ๒๐๑๒-๒๐๕๗ 


ทางด้านกองทัพมะละกา เมื่อสามารถต่อต้านกองทัพสยามได้สำเร็จ ก็ส่งกองทัพเข้าตีหัวเมืองใหญ่น้อยของสยามกลับคืน ได้ปาหัง ตรังกานู กลันตัน ไทรบุรี และรุกรานปัตตานีเข้าทำลายพระพุทธรูป และศาสนสถาน ไปจนหมดสิ้น ราชาอินทิราจึงต้องยอมผ่อนตามมะละกา หันมานับถือศาสนาอิสลามตั้งแต่บัดนั้น

ตำนานเมืองปัตตานี

ปัตตานีกับสยาม

 
ปัตตานีมีความสัมพันธ์กับสยามในสมัยอยุธยาในฐานะประเทศราช ซึ่งมีธรรมเนียมต้องส่ง "บุหงามัส" หรือดอกไม้เงินดอกไม้ทองให้ทุกๆ ปี แต่อย่างไรก็ดีอำนาจรัฐของกรุงศรีอยุธยาก็ไม่อาจแผ่ขยายไปยังหัวเมืองไกลโพ้นอย่างปัตตานีได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ครั้งใดที่กรุงศรีอยุธยาประสบปัญหาทางการเมือง หรือติดพันศึกสงคราม ประเทศราชที่มีความพร้อมทั้งทางภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจอย่างปัตตานีก็จะมองหาความเป็นอิสระในทันที
ด้วยเหตุนี้ทำให้ปัตตานีกับสยามต้องมีเหตุให้ทำสงครามกันอยู่บ่อยครั้ง ครั้งหนึ่งสุลต่านเมืองปัตตานีถึงกับนำทหารบุกพระราชวังหลวงของกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ซึ่งขณะนั้นสยามกำลังติดพันศึกอยู่กับหงสาวดี เหตุการณ์ปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ ดังนี้


(ศักราช ๙๒๕) "ครั้งนั้นพระญาศรีสุรต่านพระญาตานีมาช่วยการเศิก พระญาตานีนั้นเปนขบถ แลคุมชาวตานีทั้งปวงเข้าในพระราชวัง ครั้นแลเข้าในพระราชวังได้เอาช้างเผือกมาขี่ยืนอยู่ ณ ท้องสนาม แล้วจึงลงช้างออกไป ณ ทางตะแลงแกง แลชาวพระนครเอาพวนขึงไว้ต่อรบด้วยชาวตานีๆ นั้นตายมาก แลพระญาตานีนั้นลงสำเภาหนีรอดไป"


ส่วนในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ลงความไว้คล้ายกัน แต่มีรายละเอียดมากกว่า


(ศักราช ๙๑๑) "ขณะนั้นพระยาตานีศรีสุลต่าน ยกทัพเรือหย่าหยับสองร้อยลำเข้ามาช่วยราชการสงคราม ถึงทอดอยู่หน้าวัดกุฏีบางกะจะ รุ่งขึ้นยกเข้ามาทอดอยู่ประตูไชย พระยาตานีศรีสุลต่านได้ทีกลับเป็นกบฎ ก็ยกเข้าในพระราชวัง สมเด็จพระมหาจักพรรดิราชาธิราชเจ้าไม่ทันรู้ตัว เสด็จลงเรือพระที่นั่งศรีสักหลาดหนีไปเกาะมหาพราหมณ์ และเสนาบดีมุขมนตรีพร้อมกันเข้าในพระราชวัง สะพัดไล่ชาวตานีแตกฉานลงเรือรุดหนีไป ฝ่ายมุขมนตรีทั้งปวงก็ออกไปเชิญเสด็จ สมเด็จพระมหาจักพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือกเสด็จเข้าสู่พระราชนิเวศมหาสถาน"


พระยาตานีคนนี้คือ สุลต่านมุซาฟาร์ ชาฮ์ (Sultan Muzafar Syah) พระราชโอรสของสุลต่านอิสมาเอล ชาฮ์ แต่เรื่องราวของพระองค์ในเอกสารของทางฝ่ายปัตตานีกล่าวไว้ต่างกัน คือสุลต่านมุซาฟาร์ ชาฮ์ เคยเสด็จไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับสยาม แต่ฝ่ายสยามต้อนรับไม่สมพระเกียรติ จึงเสด็จกลับปัตตานีด้วยความน้อยพระทัย ต่อมาเมื่อทราบว่าสยามติดพันสงครามอยู่กับหงสาวดี จึงยกทัพเข้าตีกรุงศรีอยุธยา บุกเข้าพระราชวังได้ แต่กษัตริย์สยามหนีออกมาทัน ไปหลบอยู่ที่เกาะมหาพราหมณ์ แล้วจึงรวบรวมกำลังเข้าตีตอบโต้ กองทัพปัตตานีต้องถอยร่นออกมาถึงปากอ่าว สุลต่านมุซาฟาร์ ชาฮ์ สิ้นพระชนม์ขณะยกทัพกลับ พระศพถูกฝังไว้ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณปากอ่าว


สุลต่านมุซาฟาร์ ชาฮ์ พระองค์นี้มีความสำคัญคือเป็นผู้สร้างมัสยิดกรือเซะ ซึ่งมีตำนานบางเรื่องกล่าวพาดพิงไว้ว่าเป็นฝีมือช่างคนเดียวกับที่สร้างปืนพญาตานี!

ตำนานเมืองปัตตานี

ที่มา                  www.kananurak.com

เป็นเพื่อน Line กับเรา