128 เสียงเห็นชอบ UN ให้สหรัฐฯ ถอนคำประกาศ

23 ธค. 60     829

128 เสียงเห็นชอบ UN ให้สหรัฐฯ ถอนคำประกาศ


สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์ :  โหวตเห็นชอบกับข้อเรียกร้องของ UN ให้สหรัฐฯ ถอนคำประกาศ 128 เสียง

ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติได้เปิดสมัยประชุมเร่งด่วน เพื่อลงมติปฏิเสธ การที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศรับรองเยรูซาเล็มให้เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล โดยมีผู้แทนจากประเทศสมาชิกจำนวน 128 ประเทศ เห็นชอบให้สหประชาชาติเรียกร้องสหรัฐฯ ให้ถอนการตัดสินใจรับรองเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล แม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะประกาศก่อนหน้านี้ว่าจะตัดความช่วยเหลือก็ตาม
ทั้งนี้ ฝ่ายที่สนับสนุนสหรัฐ ฯ โดยโหวตไม่เห็นด้วยกับมติของสหประชาชาติ มีจำนวน 9 ประเทศ และ 35 ประเทศงดออกเสียง

โดยที่ประชุมสมัชขาใหญ่ที่ประกอบด้วยสมาชิก 193 ประเทศ จะตัดสินใจเกี่ยวกับร่างมติที่ยืนยันว่า ประเด็นเยรูซาเล็ม จะต้องได้รับการแก้ไขผ่านการเจรจา และการตัดสินใจใดๆ ที่เกี่ยวกับสถานะของเยรูซาเล็มจะต้องถูกเพิกถอน

ริยาด อัล-มัลกี รัฐมนตรีต่างประเทศปาเลสไตน์ กล่าวว่า ร่างมติที่ผ่านการโหวตจากที่ประชุมใหญ่ในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่า เราเป็นศัตรูกับสหรัฐฯ แต่มติดังกล่าว คือ การยืนหยัดรักษาเสียงของประชาคมนานาชาติ ซึ่งเป็นที่รวมปฏิกริยาของผู้คน และรัฐบาลประเทศต่างๆ ทั่วโลก

อัล-มัลกี ได้กล่าวขอบคุณรัฐอาหรับทั้งหลาย ประเทศอิสลามที่ให้ความร่วมมือ และองค์กรไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ที่เรียกร้องให้มีการเปิดประชุมสมัยเร่งด่วนนี้ หลังจากที่สหรัฐ ฯ ลงมติคัดค้าน (Veto) มติในที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่ ประเทศอียิปต์เป็นผู้เสนอข้อเรียกร้อง ให้สหรัฐ ฯ ถอนตัวออกจากการเกี่ยวข้องกับเยรูซาเล็ม ซึ่งในสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมีสมาชิก 15 ประเทศ ยกมือสนับสนุน 14 ประเทศ 

เขายังกล่าวว่า การตัดสินใจของสหรัฐฯ เกี่ยวกับเยรูซาเล็ม เสมือนเป็นการเติมเชื้อไฟในความรู้สึกด้านศาสนา และเป็นการรักษาผลประโยชน์ให้กับอิสราเอล และว่า สหรัฐ ฯ พลาดโอกาสที่จะเปลี่ยนการตัดสินใจ โดยละเลยเสียงเรียกร้องของประชาคมโลก ให้เคารพในความถูกต้องของกฎหมายระหว่างประเทศ

นบิล อะบู อาร์ดัยนะฮ์ โฆษกของประธานาธิบดีมะฮ์มู้ด อับบาส กล่าวว่า นี่เป็นชัยชนะของปาเลสไตน์ และเราจะดำเนินความพยายามทั้งในสหประชาชาติ และในเวทีระหว่างประเทศอื่นๆ เพื่อยุติการยึดครอง และเพื่อสถาปนารัฐปาเลสไตน์ โดยมีเยรูซาเล็มตะวันออกเป็นเมืองหลวงให้ได้

สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
ที่มา: www.english.alarabiy.net

เป็นเพื่อน Line กับเรา