ย้อนอดีต จุฬาราชมนตรีคนแรกถึงปัจจุบัน 18 ท่าน

18 มีค. 61     21305

เกร็ดน่ารู้ประวัติศาสตร์ไทยมุสลิม ย้อนอดีต จุฬาราชมนตรีคนแรกถึงปัจจุบัน 18 ท่าน ที่หลายคนยังไม่ทราบ!! 

ย้อนอดีต จุฬาราชมนตรีคนแรกถึงปัจจุบัน 18 ท่าน

จุฬาราชมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งผู้นำฝ่ายอิสลามในประเทศไทย ได้เริ่มขึ้นในสมัยแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. 2163 – 2171) ในสมัยนั้น ได้มีชาวต่างชาติซึ่งนับถือศาสนาอิสลามได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร โดยเข้ามาประกอบการค้า และเข้ารับราชการเป็นจำนวนมาก

ตั้งแต่ปลาย สมัยแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ. 2133 – 2148) มีพ่อค้าชาวเปอร์เซียสองพี่น้อง คนพี่ชื่อ “เชคอะหมัด” คนน้องชื่อ “เชคสะอิ๊ด” เป็นชาวเปอร์เซีย นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ ซึ่งคนไทยโดยทั่วไปเรียกว่า ”แขกเจ้าเซ็น” พร้อมด้วยบริวาร ได้เข้ามาตั้งรกรากค้าขายอยู่แถวท่าภาษี
  
สองพี่น้องนี้ทำการค้าโดย ซื้อสินค้าพื้นเมืองจากไทยบรรทุกสำเภาออกไปจำหน่ายต่างประเทศและซื้อของจาก ต่างประเทศเข้ามาขาย ณ กรุงศรีอยุธยา เรียกว่าทำการส่งออกและนำเข้าโดยสมบูรณ์ทั้งขึ้นทั้งล่อง

การค้าของบุคคลทั้งสองเจริญรุ่งเรืองมาเป็นลำดับ จนถึงขั้นเป็นเศรษฐีใหญ่ในกรุงศรีอยุธยาทีเดียว ท่านเชคสะอิ๊ดอยู่ไม่นานก็กลับไปกรุงเปอร์เซีย และมิได้กลับมาอีกเลยตลอดชีวิต  ส่วนท่านเชคอะหมัดนั้นได้สมรสกับสุภาพสตรีไทยและตั้งรกรากอยู่ในกรุง ศรีอยุธยาตลอดชีวิตของท่าน

จุฬาราชมนตรี (เชคอะหมัด)

ย้อนอดีต จุฬาราชมนตรีคนแรกถึงปัจจุบัน 18 ท่าน

เชคอะหมัด จุฬาราชมนตรีคนแรกของประเทศไทย


ในสมัยแผ่น ดินพระเจ้าทรงธรรม ท่านเชคอะหมัดเป็นผู้เจนจัดในด้านการค้ากับต่างประเทศ ได้ช่วยราชการแผ่นดิน โดยร่วมกับพระยาพระคลังปรับปรุงการกรมท่า ทำให้งานราชการด้านดังกล่าวเจริญก้าวหน้ามาก ความทราบถึงเบื้องพระยุคลบาท จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  แต่งตั้งให้เป็นพระยาเชคอะหมัดรัตนราชเศรษฐี เจ้ากรมท่าขวาและว่าที่จุฬาราชมนตรีเป็นผู้ดูแลควบคุมชาวมุสลิมอีกด้วย นับได้ว่า ท่านเชคอะหมัดเป็นปฐมจุฬา ราชมนตรีของประเทศไทย

เมื่อเจ้าพระยาพระคลังถึงแก่อนิจกรรมก็ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาเชคอะหมัดรัตนราชเศรษฐีเป็นเจ้ากรมเป็นเจ้ากรมท่ากลางอีกตำแหน่ง หนึ่งด้วย นับได้ว่าท่านผู้นี้ได้ว่าที่เสนาบดีการต่างประเทศ และการพาณิชย์ของประเทศไทยในสมัยนั้นโดยสมบูรณ์ทีเดียว

ครั้งที่พวก กบฎญี่ปุ่นก่อการจลาจลขึ้น มีแผนการจับสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมและยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินก็ได้พระยามหา อำมาตย์กับพระยาเชคอะหมัดรัตนราชเศรษฐี รวมกำลังไทยพุทธ กับชาวมุสลิมเข้าปราบการจลาจลครั้งนั้นได้ทันท่วงที  บ้านเมืองกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ความชอบครั้งนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยามหาอำมาตย์เลื่อนเป็นเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ว่าที่สมุหนายกอัคร มหาเสนาบดีปักษ์ใต้ และให้พระเชคอะหมัดรัตนราชเศรษฐี เลื่อนเป็นเจ้าพระยาเชคอะหมัดรัตนราชเศรษฐีว่าที่สมุหนายก อัครมหาเสนาบดีฝ่ายเหนือ

ต้นแผ่นดินพระเจ้าประสาททอง (พ.ศ. 2173 – 2198) ซึ่งแต่เดิมคือเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ ซึ่งเคยเป็นสหายสนิทร่วมกันมาแต่เดิม ทรงเห็นว่าเจ้าพระยาเชคอะหมัดรัตนราชเศรษฐี มีอายุชราภาพมากแล้ว จึงทรงโปรดให้พ้นจากตำแหน่งสมุหนายก เลื่อนเป็นเจ้าพระยาบวรราชนายก อยู่ในตำแหน่งจางวางมหาดไทย คือตำแหน่งที่ปรึกษาราชการทั่วไป ท่านได้อยู่ในตำแหน่งนี้ราวปีเศษก็ได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่ออายุได้ 88 ปี ศพของท่านได้นำไปฝัง ณ สุสานแขกเจ้าเซนบ้านท้ายคู ซึ่งปัจจุบันชาวบ้านมักเรียกว่า “ท่านเจ้าประคุณกลางเมือง” ปัจจุบันอยู่ในบริเวณวิทยาลัยครูพระนครศรีอยุธยา

ท่านเชคอะหมัด หรือ ท่านเจ้าพระยาบวร ราชนายก นี้นับเป็นจุฬาราชมนตรีคนแรกของประเทศไทยและชาวมุสลิมชีอะห์ถือว่า ท่านผู้ นี้เป็นผู้นำศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์เข้ามาสู่เมืองไทยเป็นคนแรก

ความจริงศาสนาอิสลามได้เข้ามายังประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยมาก่อน แล้ว โดยเฉพาะชาวมุสลิมทางภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไปจนถึงมลายู มีประชากรนับถือศาสนาอิสลามอยู่มากมาก่อน และบรรดาเจ้าเมืองทางภาคใต้ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้นับถือศาสนาอิสลามแต่เป็นนิกาย ซุนนี

ท่านเชคอะหมัดหรือท่านเจ้าพระยาบวรราชนายกนี้ นับเป็นต้นตระกูลของสกุล อะหมัดจุฬา,  จุฬารัตน์,  บุนนาค,  ศรีเพ็ญ,  บุรานนท์,  ศุภมิตร,  จาติกรัตน์ ฯลฯ

จุฬาราชมนตรี (แก้ว) 

จุฬาราชมนตรี (แก้ว)  ท่านจุฬาราชมนตรี คนที่ 2 คือ พระยาจุฬาราชมนตรี (แก้ว) เป็นบุตรของพระยาศรีนวรัตน์ (อากามะหะหมัด) เป็นหลานปู่ของท่านเชคสะอิ๊ด ซึ่งกลับไปเปอร์เซียแล้ว และเป็นหลานตาของท่านเชคอะหมัด เจ้าพระยาบวรราชนายกนั่นเอง  ท่านผู้นี้ได้ดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และนับเป็นลำดับชั้นที่ 2 ในสายสกุลของท่านเชคอะหมัด แต่ท่านไม่มีบุตรธิดาสืบสกุลเลย

จุฬาราชมนตรี (สน)

จุฬาราชมนตรี (สน) ท่านจุฬาราชมนตรี คนที่ 3 คือ พระยาจุฬาราชมนตรี (สน) เป็นบุตรของเจ้าพระยาศรีไสยหาญณรงค์ (ยี) พี่ชายของท่านพระยาจุฬาราชมนตรี (แก้ว) นั่นเอง ได้เข้าราชการตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เป็นหลวงศรียศในกรมท่าขวา แล้วได้รับเลื่อนเป็นพระยาจุฬาราชมนตรี คนที่ 3 กรุงศรีอยุธยา ว่าที่กรมท่าขวา  ท่านผู้นี้ไม่มีบุตรธิดาสืบสกุลเลยเช่นกัน

จุฬาราชมนตรี (เชน)

ท่านจุฬาราชมนตรี คนที่ 4 คือ พระยาจุฬาราชมนตรี (เชน) เป็นบุตรเจ้าพระยาเพชรพิไชย (ใจ) นี้ได้เปลี่ยนศาสนาเป็นศาสนาพุทธ เมื่อคราวเสด็จพระเจ้าบรมโกศ เมื่อพระราชดำเนินขึ้นสมโภชพระพุทธบาท แต่พระยาจุฬาราชมนตรี (เชน) ซึ่งเป็นบุตรยังคงนับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์อยู่มิได้เปลี่ยนศาสนาไปตาม บิดาด้วย ท่านจุฬาราชมนตรี (เชน) นี้ได้ว่าทั้งกรมท่ากลางและกองอาสาจาม ได้รับพระราชทานเกียรติยศเสมอเจ้าพระยาพระคลังแต่มิได้ตั้งให้เป็นเจ้าพระยา เท่านั้น

พระยาจุฬาราชมนตรี (เชน) มีบุตรกับคุณหญิงก้อนทอง คนหนึ่งชื่อก้อนแก้ว และได้สืบตำแหน่ง “จุฬาราชมนตรี” ต่อจากท่านในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา คงมีจุฬาราชมนตรี เพียง 4 ท่านเท่านั้นดังได้กล่าวแล้ว

จุฬาราชมนตรี (ก้อนแก้ว)

จุฬาราชมนตรี (ก้อนแก้ว) ในสมัยกรุงรัตน โกสินทร์ ท่านจุฬาราชมนตรีท่านแรกคือ พระยาจุฬาราชมนตรี (ก้อนแก้ว) ว่าที่จุฬาราชมนตรีคนที่ 1 สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ชื่อทางอิสลามมีชื่อว่า “มูฮำหมัดมะอ์ซูม” ท่านได้เข้ารับราชการมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสุริยาศน์อมรินทร์ โดยถวายตัวเป็นมหาดเล็ก และเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งสุดท้าย พ.ศ. 2310 ท่านได้หลบหนีข้าศึกมาได้และถวายตัวรับราชการในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เป็น “หลวงศรีนวรัตน์” 

ในแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้รับแต่งตั้งเป็น “พระยาจุฬาราชมนตรี” เป็นคนที่ 1 ของกรุงรัตนโกสินทร์ และได้รับพระราชทานที่ดินสร้าง “กุฎีเจ้าเซ็น” ขึ้นที่ข้างพระราชวังเดิม เรียกว่า “กุฎีหลวง”

พระยาจุฬาราชมนตรี (ก้อนแก้ว) ได้สมรสกับคุณหญิงเสมเป็นมุสลิมนิกายซุนนี บุตรท่าน้อยและเป็นหลานพระยาราชวังสัน (หวัง) สายเจ้าพระยาจักรี (หมุด)

เมื่อ ท่านจุฬาราชมนตรี (ก้อนแก้ว) ถึงแก่อนิจกรรม ศพของท่านฝังไว้ ณ มัสยิดต้นสน (กุฎีใหญ่) ปากคลองบางกอกใหญ่ หลังพระราชวังเดิม นับได้ว่าท่านเป็นจุฬาราชมนตรีคนที่ 5 ของประเทศไทย

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในระยะแรกของกรุงธนบุรีนั้น ชาวมุสลิมฝ่ายชีอะห์ยังไม่มีศาสนสถานของตนเองต้องไปอาศัยทำพิธีมะหะหร่ำที่ มัสยิดต้นสน (กุฎีใหญ่) อยู่ประมาณสามปี ต่อมาเมื่อได้รับพระราชทานที่ดินได้สร้างกุฎีหลวงที่ข้างวัดอรุณฯ แล้วจึงย้ายไปทำพิธีศาสนสถานใหม่นี้ ตลอดจนบ้านเรือนของชาวมุสลิมชีอะห์ ซึ่งแต่เดิมก็เป็นแพจอดอยู่ในคลองบางหลวงหน้าวัดหงส์รัตนาราม ก็ได้ย้ายไปอยู่ใกล้สถานที่ใหม่ด้วย

พระยาจุฬาราชมนตรี (ก้อนแก้ว) นี้ ในสมัยกรุงธนบุรีนั้นท่านต้องออกรบในฐานะเป็นแม่ทัพเช่นเดียวกับแม่ทัพคน อื่น ๆ ด้วย ดังนั้นชีวิตของท่านจึงหนักไปในทางการทหารอยู่เป็นส่วนใหญ่ และนับเป็นสิ่งที่บุตรหลานภาคภูมิใจในความดีงาม ของท่านเป็นอย่างยิ่ง  ท่านถึงแก่อนิจกรรมเมื่ออายุ 82 ปี และศพของท่านก็ได้ฝังไว้ ณ สุสานมัสยิดต้นสน (กุฎีใหญ่) ปากคลองบางหลวงเช่นกัน

ธิดาของท่านพระยาจุฬาราชมนตรี (ก้อนแก้ว) กับคุณหญิงเสม ชื่อ หงส์ ได้ถวายตัวเป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แต่ไม่มีพระโอรสและพระธิดาเลย

จุฬาราชมนตรี (อกาหยี่)

จุฬาราชมนตรี (อกาหยี่) เป็นน้องชายของจุฬาราชมนตรี (ก้อนแก้ว) ดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบุทธเลิศหล้านภาลัย

จุฬาราชมนตรี (เถื่อน)

จุฬาราชมนตรี (เถื่อน) จุฬาราชมนตรี คนที่ 2 ของกรุงรัตนโกสินทร์ หรือคนที่ 6 ของประเทศไทย คือพระยาจุฬาราชมนตรี (เถื่อน) เป็นบุตรของพระยาจุฬาราชมนตรี (ก้อนแก้ว)

ท่านพระยาจุฬาราชมนตรี (เถื่อน) นี้มีประวัติชีวิตพิศดารมาก ท่านเป็นทั้งนักการทหาร นักการทูตและนักการศาสนา ท่านได้แต่งตำรับตำราทางอิสลามนิกายชีอะห์ไว้เป็นอันมาก ตลอดจนท่านบันทึกจดหมายเหตุไว้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาของอนุชนเป็นอย่าง ยิ่ง

เมื่อท่านดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีแล้ว ท่านนับได้ว่ามีความรู้ทางศาสนาอิสลามเป็นเยี่ยม เมื่อกรุงแตก พ.ศ. 2310 ท่านอยู่กับมารดาในกรุงศรีอยุธยาถูกพม่ากวาดต้อนไปพร้อมกับมารดาด้วย ท่านต้องตกอยู่ในฐานะเชลย คนไทยต้องตกเป็นทาส ท่านเจ้าคุณขณะนั้นอายุเพียง 13 – 14 ขวบ จึงต้องหนีไปบวชเป็นเณร และในระหว่างที่บวชอยู่นั้น ท่านก็ได้ศึกษาเล่าเรียนเวทมนต์คาถาอาคมสารพัดอย่างจากอาจารย์ ซึ่งเป็นภิกษุเขมร จนมีความเชี่ยวชาญเป็นเยี่ยม ซึ่งหนักไปในทางวิชาล่องหน หายตัว และคงกระพันชาตรี

ท่านเถื่อนได้ใช้ชีวิตอยู่ในพม่าถึง 7 ปี จนอายุ 19 ปีเศษ จึงได้หนีกลับมาทางเมืองสอด ท่านได้หนีไปหาบิดาคือ พระยาจุฬาราชมนตรี (ก้อนแก้ว) ซึ่งขณะนั้นยังดำรงตำแหน่ง “พระศรีเนาวรัตน์” และไปราชการทัพเมื่อไปตีเมืองเชียงใหม่และเชียงแสน  เมื่อกลับมากรุงธนบุรี ท่านบิดาจึงให้ไปเรียนวิชาการทางศาสนาอิสลามเสียใหม่ และพำนักอยู่ที่แพริมคลองบางหลวงกับพวกญาติของท่าน

ต่อมาในสมัยพระ พุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ท่านเถื่อนเป็นหนุ่มฉกรรจ์แล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้เป็นทหารอยู่ในกรมทหารอาทมาต คือกรมทหารที่มีวิชาอาคมต่าง ๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย) กับได้เป็นมหาดเล็กของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอองค์นั้นด้วยเพราะเป็นคนรุ่นราว คราวเดียวกัน

ในสมัยพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ท่านเถื่อนได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นหลวงภักดีสุนทร ได้รับราชการไปตีเมืองถลางและเมืองไทรบุรี เมื่อเสร็จศึกแล้วก็ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง “พระราชเศรษฐี” เมื่อเสร็จศึกเมืองไทรบุรีก็ได้เป็น “พระยาวรเชษฐ์ภักดีศรีวรข่าน” เป็นพระยาจุฬาราชมนตรี เจ้ากรมท่าขวา และมีตำแหน่งเป็นพระยาจุฬาราชมนตรี เมื่อพระยาจุฬาราชมนตรี (ก้อนแก้ว) ถึงแก่อนิจกรรมในตอนต้นรัชกาลที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ปกครองชนชาวอิสลามทั่วราชอาณาจักร

ท่านจุฬาราชมนตรี (เถื่อน) รับราชการต่อมาจนถึงปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อถึงแก่อนิจกรรมศพของท่านฝังไว้ ณ มัสยิดต้นสน (กุฎีใหญ่) ปากคลองบางหลวง เคียงข้างหลุมฝังศพของท่านจุฬาราชมนตรี (ก้อนแก้ว) บิดาของท่าน


พระยาวรเชษฐ์ภักดีศรีวรข่าน (เถื่อน) 
จุฬาราชมนตรีท่านนี้ ท่านมีความรู้ทางวิชาการทางศาสนากว้างขวางมาก เพราะท่านได้ศึกษากับอาจารย์ “ไซยิดอะหมัด” คือท่านเจ้าจอมหลวงพิมลเสนี ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ เป็นชนชาติเปอร์เซีย

ท่าน จุฬาราชมนตรี (เถื่อน) มีชื่อทางอิสลามว่า “อามิรระชามุฮัมมัดการิม” ท่านสมรสกับคุณหญิงนก  มีบุตรธิดาหลายคน บุตรชายคนหนึ่งชื่อ “ท่านนาม” ก็ได้สืบทอดตำแหน่งจุฬาราชมนตรีต่อจากบิดา

จุฬาราชมนตรี (น้อย)

จุฬาราชมนตรี (น้อย)  เป็น บุตรพระยาจุฬาราชมนตรี (อกาหยี่)  ดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

จุฬาราชมนตรี (นาม)

จุฬาราชมนตรี (นาม) ท่านจุฬาราชมนตรีคนที่ 3 ของกรุงรัตนโกสินทร์ หรือคนที่ 7 ของประเทศไทย คือ พระยาจุฬาราชมนตรี (นาม) มีชื่อทางศาสนาว่า “มิรซามุฮัมมัดตะกี” เป็นบุตรของท่านจุฬาราชมนตรี (เถื่อน) ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ต่อมาได้ย้ายมาอยู่กรมท่าขวา ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหลวงราชเศรษฐี

ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระราชเศรษฐีและต่อมาอีก 2 ปีก็ได้เลื่อนเป็นพระยาจุฬาราชมนตรี แต่ยังมิได้ว่าที่จุฬาราชมนตรีเพราะบิดายังมีชีวิตอยู่และยังดำรงตำแหน่ง จุฬาราชมนตรีอยู่ด้วย ต่อมาบิดาถึงแก่อนิจกรรมแล้วจึงได้เลื่อนเป็นพระยาจุฬาราชมนตรี คนที่ 3 ในกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดเกล้าฯ ให้ว่าการคลังวิเศษในส่วนราชการต่างประเทศในกรมท่าหลวงและได้กำกับชำระตั่ว เฮียชำระฝิ่น

ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เป็นจางวางว่าการคลัง พิเศษ คลังในขวาคลังในซ้าย พระคลังในและเจ้าคำนวณ กำกับภาษีร้อยชักสามและโปรดเกล้าฯ ให้ไปรับราชการพระคลังนอกซึ่งขึ้นอยู่ในกรมท่ากลาง (กรมท่ากลางสมัยนั้นคือกระทรวงการต่างประเทศ) ซึ่งมีเจ้าพระยาพระคลัง(ดิศ) เป็นเสนาบดี

เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) ผู้นี้ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็น “สมเด็จเจ้าพระยามหาประยูรวงศ์” ในรัชกาลที่ 3 นับว่าพระยาจุฬาราชมนตรี (นาม) นี้ได้รับราชการเป็นที่วางพระราชหฤทัยมากในด้านความซื่อสัตย์สุจริต ได้รับมอบหมายงานทั้งด้านการคลัง การต่างประเทศ ตลอดจนการพาณิชย์ นับเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของชาติบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อท่านได้ทำราชการร่วมกับท่านสมเด็จเจ้าพระยามหาประยูรวงศ์ ซึ่งเป็นผู้สืบสกุลจากท่านเชคอะหมัดด้วยกัน ซึ่งนับเป็นเครือญาติร่วมวงศ์กันมา ถ้าลำดับชั้นกันแล้ว พระยาจุฬาราชมนตรี (นาม) ก็เป็นชั้นหลานของสมเด็จพระยามหาประยูรวงศ์นั่นเอง

พระยาจุฬาราชมนตรี (นาม) ได้มีส่วนช่วยในการปราบปรามการจลาจลในภาคใต้และได้เป็นผู้วางระเบียบการ ปกครองหัวเมืองปักษ์ใต้ และได้เป็นข้าหลวงตรวจการภาคใต้อยู่หลายเดือนจนเหตุการณ์เป็นปกติ

ต่อมาเมื่อปลายแผ่นดินพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านพระยาวรเชษฐ์ภักดี ศรีวรข่าน (เถื่อน) ผู้เป็นบิดาถึงแก่อนิจกรรมพระยาจุฬาราชมนตรี (นาม) จึงได้ว่าที่จุฬาราชมนตรีสืบแทนท่านบิดา ทั้งนี้ด้วยการสนับสนุนของสมเด็จเจ้าพระยามหาประยูรวงศ์ (ดิศ) ด้วย

ท่านจุฬาราชมนตรี (นาม) ถึงแก่อนิจกรรมเมื่ออายุได้ 74 ปี ในราวกลางสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ศพของท่านฝังอยู่ ณ มัสยิดต้นสน (กุฎีใหญ่) ปากคลองบางหลวงเช่นกัน

จุฬาราชมนตรี (สิน)


ย้อนอดีต จุฬาราชมนตรีคนแรกถึงปัจจุบัน 18 ท่าน

จุฬาราชมนตรี (สิน)


ต่อมาพระยา จุฬาราชมนตรี (สิน) ผู้เป็นบุตรของพระยาจุฬาราชมนตรี (นาม) ก็ได้สืบตำแหน่งต่อมา ท่านมีชื่อทางอิสลามว่า “มิรซากุลามอุชเซ็น” มารดาของท่านชื่อคุณหญิงกลิ่น เป็นราชินิกุลทางสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชชนนี ในรัชกาลที่ 5 กล่าวคือ ท่านเป็นลูกเรียงพี่เรียงน้องกับพระราชชนนีของในหลวง ดังนั้นพระยาจุฬาราชมนตรี (สิน) จึงอยู่ในราชินิกุลทางฝ่ายพระราชชนนี

เมื่อขึ้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้ย้ายมา อยู่กรมท่าขวา สังกัดกรมท่ากลาง คือกระทรวงการต่างประเทศสมัยนั้น ซึ่งขณะนั้นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง) ซึ่งต่อมาได้เป็นสมเด็จเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์เป็นเสนาบดีอยู่

ต่อมาในปลายรัชกาลที่ 4 ก็ได้เลื่อนขึ้นเป็น “หลวงราชเศรษฐี” และระยะหลังนี้ท่านสินได้ศึกษาวิชากฎหมายเพิ่มเติมด้วย จึงเป็นเหตุให้ได้รับราชการในกระทรวงยุติธรรม และได้รับเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระราชเศรษฐีเมื่ออายุเพียง 30 ปี

ต่อมา  เมื่อได้มีการปรับปรุงระเบียบบริหารราชการแผ่นดินเป็นกระทรวง ทบวง กรม ตามแบบอารยะประเทศ และมีการตั้งศาลสถิตยุติธรรมขึ้นกระทรวงยุติธรรม พระราชเศรษฐี (สิน) ก็ได้เลื่อนเป็นพระยาจุฬาราชมนตรี และได้เป็นผู้พิพากษาศาลคดีต่างประเทศในกระทรวงยุติธรรม ซึ่งในสมัยนั้นสมเด็จกรมพระสวัสดิวัฒนวิศิษฐ์ เป็นเสนาบดี

ต่อมาใน รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาจุฬาราชมนตรี (สิน) ได้รับตำแหน่งจุฬาราชมนตรีปกครองชนชาวมุสลิมทุกนิกายทั่วราชอาณาจักร สำหรับในทางราชการก็เป็นเจ้ากรมกองแสตมป์กระทรวงยุติธรรม ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพายประถมาภรณ์มงกุฎไทย และราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าวิเศษชั้นสูงสุด และได้รับพระราชทานพานทองเทียบชั้นเจ้าพระยาพานทอง

พระยาจุฬาราชมนตรี (สิน) เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในรัชกาลที่ 5 ที่พระองค์ทรงโปรดให้ความสนิทสนมชิดเชื้อมากเป็นพิเศษ ในพิธีมะหะหร่ำ ก็ทรงโปรดให้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ เคยเสด็จทอดพระเนตรพิธีมะหะหร่ำพร้อมกับข้าราชการและข้าราชบริพาร ทรงแต่งพระองค์ด้วยชุดดำ พระราชินีและพระเจ้าลูกยาเธอ ตลอดจนข้าราชการและข้าราชบริพารที่โดยเสด็จทุกพระองค์และทุกคนต้องแต่งชุดดำ ทั้งหมด

เมื่อพระยาจุฬาราชมนตรี (สิน) ป่วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็คงโปรดให้แพทย์หลวงมาดูและรักษาและโปรดให้กรมหลวงดำรงราชานุภาพกับพระเจ้า ลูกยาเธอเจ้าฟ้าทูลกระหม่อมอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา ให้เสด็จมาเป็นเจ้าของไข้และมีมหาดเล็กมาจดรายงานการป่วยถวายให้ทรงทราบตลอด ทุกระยะ

ท่านจุฬาราชมนตรี (สิน) ถึงแก่อนิจกรรมเมื่ออายุได้ 65 ปี ศพของท่านฝังไว้ ณ มัสยิดต้นสน (กุฎีใหญ่) ปากคลองบางหลวง ทรงโปรดให้มีการแห่ศพทางน้ำอย่างสมพระเกียรติยิ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จมาทรงเป็นประธานในพิธีฝังศพ ด้วยพระองค์เอง และโปรดเกล้าฯ ให้แกะไม้สลักเป็นลวดลายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทานปักไว้ ณ หลุมศพด้วย

 
จุฬาราชมนตรี (สัน  อหะมัดจุฬา)

ย้อนอดีต จุฬาราชมนตรีคนแรกถึงปัจจุบัน 18 ท่าน

จุฬาราชมนตรี (สัน  อหะมัดจุฬา) 


จุฬาราชมนตรี (สัน  อหะมัดจุฬา)  ท่านจุฬาราชมนตรี คนที่ 5 ของกรุงรัตนโกสินทร์ หรือคนที่ 9 ของประเทศไทย คือ พระยาจุฬาราชมนตรี (สัน   อะหมัดจุฬา) มีชื่อทางอิสลามว่า “มิรซา อาลีระชา” เป็นบุตรพระยาจุฬาราชมนตรี (สิน) กับคุณหญิงแพ  เกิดเมื่อ พ.ศ. 2411 ในปีที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตได้ไปฝึกอบรมอยู่กับสมเด็จ เจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง) ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ อยู่ ณ บ้านสมเด็จพระยาเพื่อฝึกให้รู้ถึงระบบราชการและระเบียบแบบแผนต่าง ๆ ซึ่งจะต้องรับราชการสืบไป ท่านสันผู้นี้จึงเป็นที่สนิทสนมและไว้วางใจของสมเด็จเจ้าพระยามาก ทั้งเป็นลูกหลานในวงศ์เชคอะหมัดด้วยกันด้วย

ต่อมาได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัว โปรดเกล้าฯ ให้เป็นหลวงราชเศรษฐีสังกัดกรมท่าขวา กระทรวงการต่างประเทศ ครั้นเมื่อกระทรวงยุติธรรมได้ตั้งศาลยุติธรรมในกระทรวงยุติธรรมขึ้น หลวงราชเศรษฐีจึงได้ย้ายมาอยู่กระทรวงยุติธรรม ตำแหน่งพนักงานดูเงินแล้วเลื่อนขึ้นเป็นจ่าศาลต่างประเทศ เป็นการมาร่วมรับราชการอยู่กับเจ้าคุณบิดา

เมื่อ พ.ศ. 2433 หลังจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จกลับจากประเทศยุโรป ก็ได้รับพระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระราชเศรษฐี ปลัดกรมท่าขวาโดยตำแหน่ง แต่คงรับราชการอยู่กระทรวงยุติธรรม กรมท่าขวาคือกรมศักดิ์ตามสมัยโบราณราชประเพณีมีหน้าที่ราชการปกครองควบคุมชน ชาวอิสลามทั่วราชอาณาจักร

ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เสด็จสวรรคตเมื่อ 23  ตุลาคม  2453 และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเสวยราชสมบัติอีก 2 ปีต่อมา พระราชเศรษฐี (สัน) ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นพระยาจุฬาราชมนตรี (สัน) แล้วเลื่อนขึ้นเป็นเจ้ากรมกองแสตมป์ แทนบิดาซึ่งถึงแก่อนิจกรรมด้วย ขณะนั้นเจ้าพระยาอภัยราชามหายุติธรรมธร เป็นเสนาบดี และต่อมาได้รับยศทางฝ่ายพลเรือนเป็น “อำมาตย์เอก” และยศทางเสือป่าเป็น “นายหมวดเอก” สังกัดกองเสือป่ารักษาดินแดน

เมื่อพระยาจุฬาราชมนตรี (สิน) บิดาถึงแก่กรรม ตำแหน่งจุฬาราชมนตรีในกรมศักดิ์ ในกระทรวงการต่างประเทศว่างลงคณะเสนาบดีสภา ซึ่งมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาเทววงศ์วโรปการเสนาบดีกระทรวงการต่าง ประเทศสมัยนั้น เป็นประธานได้ประชุมปรึกษา เห็นสมควรให้พระยาจุฬาราชมนตรี (สัน) ว่าที่จุฬาราชมนตรีปกครองชนชาวอิสลามสืบแทนบิดาต่อไปตามโบราณราชประเพณี

พระยาจุฬาราชมนตรี (สิน) ทรงเป็นที่ปรึกษาในทางศาสนาอิสลามของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งสนพระทัยศึกษาศาสนาทุกศาสนาทุกบ่ายวันเสาร์ซึ่งเป็นเวลานอกราชการที่ กระทรวง พระยาจุฬาราชมนตรี (สิน) ต้องไปเข้าเฝ้าเป็นประจำและกว่าจะกลับบ้านได้ก็ราว 3 – 4 ทุ่มทุกครั้ง

ใน บางครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงชักชวนให้ไปเข้าร่วมในการถวายผ้าพระกฐินพร้อมพระองค์ด้วย และทรงแนะนำให้สมเด็จพระสังฆราชได้รู้จักว่า เป็นหัวหน้าแขกอิสลาม สมเด็จพระสังฆราชกลับทรงชักชวนให้ไปสนทนากับท่านในภายหลัง ปรากฎว่า พระยาจุฬาราชมนตรี (สัน) ได้ไปเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชบ่อยครั้ง และได้แลกเปลี่ยนความรู้ทางศาสนาแก่กันและกันจนเป็นที่สนิทสนมกัน

ท่านจุฬาราชมนตรี (สัน) ผู้นี้เป็นนักแต่งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลองคนหนึ่ง เคยแต่งกลอนสดให้ชาวชีอะห์ขับร้องกันในพิธีเป็นที่ชื่นชมกันยิ่งนัก

ท่าน ได้เป็นผู้ขอพระราชทานนามสกุล “อหะมัดจุฬา” จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ 5 กรกฎาคม 2456 และได้รับพระราชทานเมื่อ 27 กรกฎาคม 2456

เมื่อท่านจุฬาราชมนตรี (สัน) ป่วยนั้นมีบรรดาชาวมุสลิมทุกฝ่ายทั้งฝ่ายชีอะห์และซุนนีมาเยี่ยมเฝ้าไข้ตลอด เวลา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยอาการป่วยของท่านจุฬาราชมนตรีมาก ทรงมีลายพระหัตถ์อวยพรให้หายวันหายคืน และรับสั่งให้สมุห์ราชพิธีมาเยี่ยมรายงานอาการให้ทรงทราบเป็นประจำ

ท่านได้ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันศุกร์ที่ 22 เมษายน 2466 เป็นวันที่ 24 เดือนรอมดอน (เดือนถือศิลอด) อายุได้ 57 ปี ศพของท่านถูกนำไปฝัง ณ มัสยิดต้นสน (กุฎีใหญ่) พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ได้เสด็จมาเป็นประธานในพิธีฝังศพแทนองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีผู้คนเจ้านาย ญาติในเครือเชคอะหมัด จุฬา บุนนาค เจ้านาย ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนมากมาย มีพวงหรีดและดอกสดวางเต็มไปหมด และทุกคนล้วนโศกเศร้าต่อการจากไปของท่านจุฬาราชมนตรีเป็นอย่างยิ่ง

จุฬาราชมนตรี  (เกษม อหะมัดจุฬา)


ย้อนอดีต จุฬาราชมนตรีคนแรกถึงปัจจุบัน 18 ท่าน

จุฬาราชมนตรี  (เกษม อหะมัดจุฬา) 


พระยา จุฬาราชมนตรี (เกษม  อะหมัดจุฬา) เป็นจุฬาราชมนตรีคนที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์และเป็นคนที่ 10 ของประเทศไทย ท่านมีชื่อทางอิสลามว่า “มุฮัมมัดระชา” เป็นบุตรคนที่ 5 ของพระจาจุฬาราชมนตรี (สิน) เป็นน้องต่างมารดากับพระยาจุฬาราชมนตรี (สัน) เจ้าคุณบิดาได้นำถวายตัวเป็นมหาดเล็กวิเศษในปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สังกัดอยู่ในกรมท่าขวา กระทรวงการต่างประเทศ

ครั้นต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงย้ายมารับราชการกระทรวงยุติธรรม ในตำแหน่งรองเจ้ากรมกองแสตมป์และได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหลวงศรีเนาวรัตน์ (เกษม)  เมื่อพระยาจุฬาราชมนตรี (สิน) ผู้เป็นพี่ถึงแก่อนิจกรรมแล้วจึงได้เลื่อนเป็นเจ้ากรมกองแสตมป์ ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาจุฬาราชมนตรีและได้ว่าที่ “จุฬาราชมนตรี” อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย

ท่านจุฬาราชมนตรี (เกษม) ดำรงตำแหน่งอยู่เป็นเวลา 3ปีเศษ ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ พ.ศ. 2469  ศพฝังไว้ ณ มัสยิดต้นสน (กุฎีใหญ่) เช่นเดียวกับท่านจุฬาราชมนตรีคนก่อน ๆ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

จุฬาราชมนตรี (สอน  อหะมัดจุฬา)

ย้อนอดีต จุฬาราชมนตรีคนแรกถึงปัจจุบัน 18 ท่าน 

จุฬาราชมนตรี (สอน  อหะมัดจุฬา) 


ท่านจุฬา ราชมนตรี คนที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์หรือคนที่ 11 ของกรุงสยามคือ พระยาจุฬาราชมนตรี (สอน  อะหมัดจุฬา)  เป็นบุตรพระยาจุฬาราชมนตรี (สัน) กับคุณหญิงถนอม ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงราชเศรษฐี” รับราชการในกระทรวงมหาดไทย

ในแผ่นดินพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นพระยาจุฬาราชมนตรี (สอน) และนับเป็นคนสุดท้ายจากตระกูลเชคอะหมัด ซึ่งเป็นจุฬาราชมนตรีต่อเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรมถึง สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นระยะเวลากว่า 350 ปี และต่อเนื่องกันมาตลอดถึง  11 ท่านด้วยกัน  นับว่า สกุลของท่าน เชคอะหมัด นี้ได้บำเพ็ญกรณียกิจรับใช้ชาติบ้านเมืองและศาสนาอิสลามในเมืองไทยมาเป็น ระยะเวลาอันยาวนานเกือบ 4 ศตวรรษทีเดียว

ท่านพระยาจุฬาราชมนตรี (สอน) ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อ พ.ศ. 2479 ศพยังอยู่ ณ มัสยิดต้นสน (กุฎีใหญ่) ปากคลองบางหลวงเช่นกัน

จุฬาราชมนตรี (แช่ม พรหมยงค์)


ย้อนอดีต จุฬาราชมนตรีคนแรกถึงปัจจุบัน 18 ท่าน

จุฬาราชมนตรี (แช่ม พรหมยงค์) 


ครั้นต่อมาในสมัยประชาธิปไตย การแต่งตั้งจุฬาราชมนตรีจึงมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กล่าวคือ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2488 รัฐบาลได้ตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม และได้กำหนดให้ตำแหน่งจุฬาราชมนตรีเป็นตำแหน่งที่ปรึกษาราชการขององค์พระมหา กษัตริย์ในด้านกิจการศาสนาอิสลาม

ในขณะนั้นมีเหตุการณ์ไม่สงบทาง 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นายแช่ม  พรหมยงค์ ซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่สังกัดกรมโฆษณาการในขณะนั้น ได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขสถานการณ์ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลในขณะนั้นจึงได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้นายแช่ม  พรหมยงค์  เป็นจุฬาราชมนตรี ตามข้อกำหนดในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว

นายแช่ม  พรหมยงค์  เป็นบุตรท่านอาจารย์มุสตาฟา  พรหมยงค์  ซึ่งเป็นอาจารย์วิชาการทางศาสนาอิสลามอยู่ที่ปากลัด จังหวัดสมุทรปราการ ส่วนนายแช่ม   พรหมยงค์ เองก็ได้เคยศึกษาวิชาการทางศาสนาอิสลามจากมหาวิทยาลัย อัลอัสฮัร ประเทศอียิปต์ และเป็นสมาชิกคณะราษฎรผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 ด้วย
นับได้ว่า นายแช่ม  พรหมยงค์  เป็นจุฬาราชมนตรี คนที่ 8 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นจุฬาราชมนตรีคนที่ 12 ของประเทศไทย

นายแช่ม  พรหมยงค์  ดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีอยู่เพียง 2 ปี ก็จำต้องเดินทางออกนอกประเทศไทยไปเพราะเหตุผลทางการเมือง แต่ในช่วงระยะเวลาที่ท่านได้ดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีอยู่ท่านได้ปรับปรุง ระบบการบริหารกิจการศาสนาอิสลามไว้เป็นบรรทัดฐาน และยังคงใช้กันมาอยู่จนทุกวันนี้

ทางด้านการปกครองสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นก็ได้ช่วยให้มีผลดีมากขึ้น เหตุการณ์ความวุ่นวายก็ลดตัวลงไปเป็นอันมาก เพราะท่านจุฬาราชมนตรี แช่ม  พรหมยงค์  ท่านเป็นทั้งนักการศาสนาและนักการเมือง พูดภาษาต่างประเทศได้ทั้งภาษาอาหรับ มลายู อังกฤษ ท่านได้เดินทางไป 4 จังหวัดภาคใต้ด้วยตนเองหลายครั้ง และชาวมุสลิมภาคใต้ก็นิยมศรัทธาในตัวท่านมาก


ขณะนี้ท่านยังมีชีวิตอยู่ที่บ้านสวนปากลัด จังหวัดสมุทรปราการอย่างสงบ แม้ร่างกายจะชราภาพมากแล้ว แต่สมองของท่านยังปราดเปรื่องอยู่เป็นอันมาก อายุท่านขณะนี้ 90 ปีเศษแล้ว  นับว่าท่านเป็นจุฬาราชมนตรีคนแรกที่เป็นมุสลิมนิกายซุนนี และนอกวงศ์ท่านเชคอะหมัด

จุฬาราชมนตรี (ต่วน สุวรรณศาสน์)

ย้อนอดีต จุฬาราชมนตรีคนแรกถึงปัจจุบัน 18 ท่าน

จุฬาราชมนตรี (ต่วน สุวรรณศาสน์) 


หลังจาก ท่านจุฬาราชมนตรี แช่ม  พรหมยงค์  ได้ลาออกจากตำแหน่งจุฬาราชมนตรี และเดินทางไปพำนักอยู่ในต่างประเทศแล้ว ราวปี 2490 รัฐบาลขณะนั้นมี จอมพล ป. พิบูลย์สงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วย ได้เชิญประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทุกจังหวัดมาประชุมเพื่อเสนอตัว บุคคลที่ควรจะได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นจุฬาราชมนตรีต่อไป

ผลปรากฎว่า ท่านอาจารย์ต่วน  สุวรรณศาสน์  อาจารย์สอนวิชาการทางศาสนา โรงเรียนอันยูมันอิสลาม ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีคนต่อไป รัฐบาลจึงได้กราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ท่านอาจารย์ต่วน  สุวรรณศาสน์เป็นจุฬาราชมนตรี คนที่ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นจุฬาราชมนตรีคนที่ 13 แห่งประเทศไทย

ท่านอาจารย์ต่วน  สุวรรณศาสน์  ชื่อทางภาษาอาหรับว่า ฮัจยีอิสมาแอล  ยะห์ยาวี เกิดในกรุงเทพฯ ศึกษาวิชาการทางศาสนาจากนครมักกะห์ ซาอุดิอารเบีย เป็นอาจารย์ที่มีลูกศิษย์มากมายาจำนวนพันทีเดียว และเป็นที่เคารพนับถือของมุสลิมโดยทั่วไป  นับได้ว่าท่านเป็นจุฬาราชมนตรี คนที่ 2 ที่นับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนี

ท่าน ดำรงตำแหน่งอยู่ประมาณ 34 ปีเศษ ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ พ.ศ. 2525 อายุ 94 ปี ในพิธีฝังศพของท่านที่มัสยิดฮารูน เขตบางรัก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้เสด็จฯ มาทรงเป็นองค์ประทานแทนพระองค์ด้วย ท่านนายกรัฐมนตรีพลเอกเปรม  ติณสูลานนท์, รองนายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) คณะรัฐมนตรีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนชาวไทยมุสลิมและชาวพุทธนับจำนวนพันได้มาร่วมพิธีฝังศพของท่าน ที่มัสยิดฮารูน จนสถานที่สุสานซึ่งกว้างใหญ่หลายไร่ดูเล็กไปมากทีเดียว

จุฬาราชมนตรี  (ประเสริฐ   มะหะหมัด)


ย้อนอดีต จุฬาราชมนตรีคนแรกถึงปัจจุบัน 18 ท่าน

จุฬาราชมนตรี  (ประเสริฐ   มะหะหมัด) 


หลังจาก นั้นเมื่อ พ.ศ. 2524  ทางราชการก็ได้เชิญบรรดาประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทุกจังหวัดมาประชุม ที่กระทรวงมหาดไทย เพื่อคัดเลือกตัวบุคคลที่จะกราบบังคมทูลให้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นจุฬาราชมนตรีคนต่อไป

ผลการคัดเลือกได้แก่ นายประเสริฐ   มะหะหมัด  เป็นอาจารย์สอนวิชาการทางศาสนา  สำเร็จการศึกษาจากนครมักกะห์และดำรงตำแหน่งกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร อยู่ก่อนแล้ว

นายประเสริฐ   มะหะหมัด  ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นจุฬาราชมนตรีเมื่อเดือนกันยายน 2524 ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุประมาณ  54 ปี และได้ดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีคนที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นคนที่ 14 แห่งประเทศไทย เป็นจุฬาราชมนตรีที่มาจากนิกายซุนนีเป็นคนที่ 3 

จุฬาราชมนตรี (สวาสดิ์   สุมาลยศักดิ์)


ย้อนอดีต จุฬาราชมนตรีคนแรกถึงปัจจุบัน 18 ท่าน

จุฬาราชมนตรี (สวาสดิ์   สุมาลยศักดิ์)


ดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี  ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (พ.ศ. 2540 – 2553) โดยได้ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศและได้รับ การเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 เป็นคนแรก

นายสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์ มีชื่อทางศาสนาว่า อะหมัด มะมูด ซัรกอรี เกิดเมื่อ 27 ม.ค. 2459 ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นบุตรของฮัจญีมะมูด และนางเราะมาห์ สุมาลยศักดิ์ เมื่อเรียนจบสายสามัญได้เรียนต่อทางด้านศาสนากับอาจารย์ที่มีชื่อเสียงหลาย ท่านรวมทั้งอาจารย์ต่วน สุวรรณศาสน์และอาจารย์มุสตาฟา พรหมยงค์ รวมทั้งได้ไปเรียนศาสนาที่เมืองมักกะหฺ ประเทศซาอุดิอาระเบียด้วย

ในด้านสังคมได้เป็นรองประธานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กรรมการกลางอิสลามประจำจังหวัดพระนคร เป็นหัวหน้าคณะธรรมทูตอิสลามของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นอาจารย์สอนที่โรงเรียนอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย

นอกจากนั้น ยังเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภาเทศบาลกรุงเทพฯ 2 สมัยอีกด้วย ได้รับเลือกให้เป็นจุฬาราชมนตรีเมื่อ พ.ศ. 2540 ขณะอายุได้ 82 ปีเศษ เป็นจุฬาราชมนตรีคนแรกที่ได้รับการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติการบริหาร องค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 และเป็นประธานกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย โดยดำรงตำแหน่งถึงปัจจุบัน 

จุฬาราชมนตรีคนที่ 18 ได้แก่  นายอาศิส พิทักษ์คุมพล (จุฬาราชมนตรีคนปัจจุบัน)


ย้อนอดีต จุฬาราชมนตรีคนแรกถึงปัจจุบัน 18 ท่าน

นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรีคนปัจจุบัน 


นายอาศิส พิทักษ์คุมพล เกิด เมื่อปี พ.ศ.2490 ที่ ต.หัวเขา อ.สิงหนคร จ.สงขลา จบการศึกษาสายศาสนาจากสถาบันปอเนาะใน อ.จะนะ จ.สงขลา และ จ.ปัตตานี แม้ไม่ใช่ชาวไทยเชื้อสายมลายู แต่ที่ผ่านมาได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาภาคใต้ มาหลายกรรมวาระ

นอกจากการสนิทแนบแน่นกับพี่น้องมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว พื้นที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา คือ นาทวี จะนะ เทพา และสะบ้าย้อยก็มีเหตุความไม่สงบเกิดขึ้น โดยนายอาศิสต้องเข้าไปรับผิดชอบใน ฐานะผู้นำศาสนาประจำจังหวัด และการเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรง คือ การดำรงตำแหน่งสำคัญในกรรมการอิสระเพื่อ ความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.)  ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา

ที่มา:   www.halalscience.org
news.muslimthaipost.com


เป็นเพื่อน Line กับเรา

Muslimthaipost Social Network :

Facebook Muslimthaipost
Youtube Muslimthaipost
Instagram Muslimthaipost
Twitter Muslimthaipost