ประวัติ เฉกอะหมัด จุฬาราชมนตรีคนแรกของไทย (ละเอียด)

24 มิย. 61     302

ประวัติ เฉกอะหมัด จุฬาราชมนตรีคนแรกของไทย

ประวัติ เฉกอะหมัด จุฬาราชมนตรีคนแรกของไทย (ละเอียด)

จุฬาราชมนตรี เป็นผู้นำกิจการศาสนาอิสลามในประเทศไทย และเป็นตำแหน่งฝ่ายมุสลิมให้ข้อปรึกษาด้านศาสนาอิสลามแก่รัฐบาลไทย โดยเฉพาะแก่กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงวัฒนธรรม มีประวัติมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ในทำเนียบศักดินาของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทำเนียบตำแหน่งขุนนาง ซึ่งในชั้นหลังเรียกว่า "กรมท่าขวา" มี "พระจุฬาราชมนตรี" เป็นหัวหน้าฝ่ายแขก คู่กับ "หลวงโชฎึกราชเศรษฐี" หัวหน้าฝ่ายจีน 

(อ่านเพิ่มเติ:  จุฬาราชมนตรีคนแรกถึงปัจจุบัน 18 ท่าน)

ในยุคกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ประเทศไทยมีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติหลายชาติ ไม่ว่าจะเป็นโปรตุเกส ฮอลันดา (วิลันดา) ฝรั่งเศส เปอร์เซีย สเปน ญี่ปุ่น อินเดีย จีน ชาติต่างๆเหล่านั้น มองเห็นว่ากรุงศรีอยุธยา เป็นอาณาจักรที่เจริญรุ่งเรือง มีทรัพยากรมากมายที่จะทำการค้าขายได้ รวมทั้งบางชาติ เช่น ฝรั่งเศสก็พยายามหาโอกาสที่จะให้พระมหากษัตริย์เข้ารี9 นับถือศาสนาคริสต์แทนศาสนาพุทธ เพื่อเข้ามาครอบงำได้ง่าย แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีพี่น้องชาวเปอร์เซียที่เข้ามารับราชการในสมัยพระเจ้าทรงธรรม และได้ตั้งรกรากอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ได้รับใช้เบื้องยุคลบาทและแผ่นดินไทยด้วยความซื่อสัตย์และสืบทอดตระกูลมาจนถึงยุคปัจจุบัน ท่านผู้นี้คือท่านเฉกอะหมัด นั่นเอง

ประวัติ เฉกอะหมัด จุฬาราชมนตรีคนแรกของไทย (ละเอียด)

ท่านเฉกอะหมัด

ปีพุทธศักราช ๒๑๔๕ ปลายแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เรือสำเภาวาณิชย์ของพ่อค้าสองพี่น้องชาวเมืองกุม (QUM) จากเปอร์เซีย (อิหร่าน) ได้เข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยา พ่อค้าผู้พี่ชื่อ เฉกอะหมัด น้องชายชื่อ มหฺหมัดสะอิด ได้พาบริวารเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารแห่งองค์พระมหากษัตริย์ แล้วได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ ตำบลท่ากายี ทำการค้าขายเครื่องหอม แพรพรรณ และนำสินค้าไทยบรรทุกสำเภาไปค้าขายยังต่างแดนจนมีฐานะมั่งคั่ง ต่อมาท่านเฉกอะหมัดได้สมรสกับสุภาพสตรีไทยชื่อ "เชย" มีบุตร ๒ คน และธิดา ๑ คน คือ

๑. บุตรชื่อ ชื่น เป็นเจ้าพระยาอภัยราชา (ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง)

๒. บุตรชื่อ ชม เป็นไข้พิษ ถึงแก่กรรมแต่ยังหนุ่ม

๓. ธิดาชื่อ ชี เป็นพระสนมในสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (ไม่มีพระองค์เจ้า)

ท่านเฉกอะหมัดจึงตั้งรกรากอยู่ในกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่นั้นมา ส่วนน้องชายท่านมหฺหมัดสะอิดอยู่ได้ไม่นานก็กลับไปยังบ้านเกิดและมิได้กลับเข้ามาอีก

ในแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม ท่านเฉกอะหมัดได้ช่วยราชการแผ่นดินโดยร่วมกับเจ้าพระยาพระคลังปรับปรุงราชการกรมท่า ทำให้งานเจริญก้าวหน้าเป็นอันมาก โดยเฉพาะงานด้านการค้าขายกับพวกพ่อค้านานาประเทศ

ประวัติ เฉกอะหมัด จุฬาราชมนตรีคนแรกของไทย (ละเอียด)

ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม จึงมีพระราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ แด่ท่านพระยาพระคลังเสนาบดีกรมท่า ดังนี้

"แขกเฉกอ๊ะฮ์หมัด  มหาเศรษฐีผู้นี้เขามีน้ำใจสวามิภักดีต่อราชการของคนไทยมาก โดยสุจริตธรรมแท้ๆ และเขาได้เป็นที่ปฤกษาหารือราชการกรมท่าของเจ้าพระยาพระคลัง เสนาบดีด้วยมากแทบจะทุกราย ทั้งเขาได้เป็นผู้ช่วยแนะนำให้เสนาบดีกระทำราชการต่างประเทศถูกต้องตามทำนองนาๆ ประเทศมาก หากกระทำให้รั้วงานราชการในกรมท่าเปนที่เรียบร้อยเจริญขึ้นมากกว่าแต่ก่อนหลายพันเท่า เราเห็นว่าแขกเฉกอ๊ะฮ์หมัดผู้นี้มีความชอบต่อราชการแผ่นดินไทยเรามากหนักหนาจะหาผู้ใดเสมอเขาไม่ได้ในเวลานี้ เราเห็นสมควรที่จะอนุญาตให้โอกาสแก่แขกเฉกอ๊ะฮ์หมัดผู้นี้ให้มีเวลาเข้ามาหาเราได้ในท้องพระโรงของเรา"

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้เป็นพระยาเฉกอะหมัดรัตนราชเศรษฐี เจ้ากรมท่าขวาและจุฬาราชมนตรี ซึ่งนับได้ว่าท่านเฉกอะหมัดเป็นปฐมจุฬาราชมนตรีของชาวมุสลิมแห่งประเทศไทย ได้รับพระราชทานที่ดินให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลท้ายคู ซึ่งต่อมาท่านเฉกอะหมัดได้สร้างศาสนสถานมัสยิดนิกายชีอะห์อิสนาอะชะรี คนไทยส่วนใหญ่เรียกว่ากุฏิเจ้าเซ็นหรือกุฏิทอง และยังจัดที่ดินส่วนหนึ่งเป็นสุสาน ในภายหลังหมู่บ้านนี้ได้ชื่อว่าบ้านแขกกุฏิเจ้าเซ็นและสุสานนี้ได้ชื่อว่า "ป่าช้าแขกเจ้าเซ็น บ้านท้ายคู"

เมื่อเจ้าพระยาพระคลังเสนาบดีกรมท่าถึงแก่อสัญกรรม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระยาเฉกอะหมัดรัตนราชเศรษฐีเป็นเสนาบดีกรมท่ากลางอีกตำแหน่งหนึ่ง

ต่อมาพ่อค้าชาวญี่ปุ่นซึ่งใช้เรือสำเภาเข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยา ก่อการจลาจล ยกพวกเข้าโจมตีพระนคร มีแผนการจะจับตัวสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากเวลานั้นเสด็จฯไปประทับบอกพระไตรปิฎกแก่พระภิกษุวัดประดู่โรงธรรมอยู่ ณ พระที่นั่งจอมทอง ก่อนที่จลาจลจะลุกลามใหญ่โต ออกญามหาอำมาตย์เชื้อพระวงศ์ในแผ่นดินก่อน ได้ร่วมกับพระยาเฉกอะหมัดฯเกณฑ์ไพร่พล ทั้งไทย จีน และแขก เข้าปราบจลาจลได้สำเร็จทันท่วงที พวกญี่ปุ่นที่เหลือหลบหนีออกนอกพระนครและลงสำเภาซึ่งทอดสมออยู่ที่ปากแม่น้ำเบี้ย บางกะจะ หน้าวัดพนัญเชิงแล่นออกปากน้ำเจ้าพระยาไป

พระยาเฉกอะหมัดรัตนเศรษฐีได้คุมทหารเข้ารักษาพระราชวังไว้ แล้วจัดเรือพระที่นั่งไปรับเสด็จพระเจ้าอยู่หัวกลับมา

ด้วยความจงรักภักดีเป็นที่ประจักษ์ และด้วยความสามารถที่ปรากฏแก่พระเนตรพระกรรณมาช้านาน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯเลื่อนพระยา (ออกญา) เฉกอะหมัดฯ ขึ้นเป็นเจ้าพระยาเฉกอะหมัดรัตนาธิบดี ที่สมุหนายกอัครมหาเสนาบดีฝ่ายเหนือ ศักดินาหมื่นไร่และเลื่อนออกญามหาอำมาตย์ขึ้นเป็นเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ ที่สมุหพระกลาโหม อัครมหาเสนาบดีฝ่ายใต้ พร้อมกันนั้นได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนนายชื่น บุตรชายเจ้าพระยาเฉกอะหมัดฯ ขึ้นเป็นพระยา (ออกญา) วรเชษฐภักดี เจ้ากรมท่าขวาในครั้งนั้นด้วย

เจ้าพระยาเฉกอะหมัดรัตนาธิบดี รับราชการสืบมาอีกสองรัชกาลจนกระทั่งเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ ซึ่งได้เป็นอัครมหาเสนาบดีร่วมกันมาแต่แผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าอยู่หัวปราสาททอง (พ.ศ.๒๑๗๓) จึงนับได้ว่าท่านเฉกอะหมัดได้พำนักในแผ่นดินสยามยาวนานถึง ๖ แผ่นดิน

เจ้าพระยาเฉกอะหมัดรัตนาธิบดี ดำรงตำแหน่งสมุหนายกจนอายุได้ ๘๗ ปี พระเจ้าปราสาททองทรงพระราชดำริเห็นว่าท่านชราภาพลงมากแล้ว จึงโปรดเกล้ฯให้พ้นตำแหน่งสมุหนายก และเลื่อนขึ้นเป็นเจ้าพระยาบวรราชนายก จางวางกรมมหาดไทย อันเป็นตำแหน่งที่ปรึกษาการปกครองแผ่นดิน และเลื่อนพระยาบวรเชษฐภักดี (ชื่น) ผู้บุตร เป็นเจ้าพระยาอภัยราชาที่สมุหนายกอัครมหาเสนาบดีฝ่ายเหนือแทน เจ้าพระยาบวรราชนายกครองตำแหน่งได้ราวหนึ่งปี ก็ป่วยหนัก สมเด็จพระเจ้าปราสาททองได้เสด็จฯไปเยี่ยม เจ้าพระยาบวรราชนายกจึงกราบบังคมทูลฝากธิดา คือท่านชีให้เข้ารับราชการสนองพระเดชพระคุณในพระราชวัง สมเด็จพระเจ้าปรสาททองได้ทรงรับเอาท่านชีไปเป็นสนม เจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด) ถึงอสัญกรรมในปีถัดไป พ.ศ.๒๑๗๔ (จ.ศ.๙๙๓) อายุได้ ๘๘ ปี ศพของท่านฝังอยู่ที่ป่าช้าแขกเจ้าเซ็น บ้านท้ายคู จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด) เป็นต้นตระกูลขุนนางไทยที่เก่าแก่สืบมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีหลายสกุล บุตรหลานได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณประเทศชาติ มีชื่อเสียงและบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยตลอดมา ทุกยุคทุกสมัยมิได้ขาดสายจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ ๔๐๐ ปี บุตรหลานได้แยกสายออกเป็นตระกูลใหญ่ๆ ทั้งที่นับถือศาสนาพุทธและศาสนาอิสลามมากมายหลายตระกูล ได้แก่ บุนนาค บุรานนท์ จาติกรัตน์ ศุภมิตร ศรีเพ็ญ วสุธาร วิชยาภัย ภานุวงศ์ อหะหมัดจุฬา อากาหยี่ จุฬารัตน ช่วงรัศมี ชิตานุวัตร สุวกูล เป็นต้น

ประวัติ เฉกอะหมัด จุฬาราชมนตรีคนแรกของไทย (ละเอียด)

เจ้าพระยาบวรราช นายก (เฉกอะหมัด) เป็นบุคคลที่มีความเก่งกล้าสามารถมาก มีความอุตสาหะอดทน สร้างตนเองจากการเป็นพ่อค้าที่เข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งรับราชการได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นถึงเจ้าพระยาที่สมุหนายกอัครมหาเสนาบดีฝ่ายเหนือ ซึ่งเป็นตำแหน่งยศและบรรดาศักดิ์สูงสูดของข้าราชการพลเรือนคู่กันกับเจ้าพระยาที่สมุหพระกลาโหมความสามารถในงานด้านการค้าขายและการติดต่อกับต่างประเทศ ท่านเฉกอะหมัดได้ถ่ายทอดมายังผู้สืบสกุลในสกุลวงศ์ของท่าน นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ผู้สืบสายสกุลบุนนาค จากท่านเฉกอะหมัดหลายท่านได้รับราชการในกรมท่าเป็นอัครมหาเสนาบดีและเสนาบดีอีกหลายกระทรวง

สิ่งหนึ่งที่เจ้าพระยาบวรราชนายก เฉกอะหมัด คูมี ปฐมจุฬาราชมนตรีได้มอบให้ทายาทและลูกหลานผู้สืบวงศ์ตระกูลในเวลาต่อมาคือ การอบรมสั่งสอนให้ทำการสนองพระคุณพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ด้วยความซื่อสัตย์จงรักภักดี ไม่ยุ่งเกี่ยวส่งเสริมหรือคบคิดการร้ายต่อแผ่นดิน คำสั่งสอนนี้เปรียบได้กับบัญญัติอันศักดิ์สิทธิ์ที่บุคคลผู้สืบสกุลบุนนาค ได้ยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดสืบต่อกันมา

สรุป

ในส่วนของประชาชนชาวไทย เรามีการรวมกันจากคนหลายเชื้อชาติ และบรรพบุรุษของเราทั้งหลายได้ช่วยกันปกป้องและทำนุบำรุงรักษาแผ่นดินมาเป็นเวลาแสนนาน ควรที่ผองเราทั้งหลายควรจะต้องมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และช่วยกันปกป้องรักษาทำนุบำรุงชาติไทย ปกติแล้วประเทศไทยเป็นชาติที่บริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก ซึ่งปกติข้าวนั้นจะมียางข้าวจึงเรียกว่า "ข้าวมียาง" ดังนั้น ยางในข้าวซึ่งปลูกในผืนแผ่นดินไทยที่ให้พวกเราได้อาศัยอย่างมีความสุข ก็ควรจะทำให้ทุกคนมีความจงรักภักดีและซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินให้ดำรงอยู่ตลอดไปหากพวกเราไม่รักชาติแล้วต่อไปจะ "ร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง"

หมายเหตุของผู้เขียน

๑. จุฬาราชมนตรีในยุคประชาธิปไตย

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตำแหน่งจุฬาราชมนตรีได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์และเป็นคนในสายสกุลเฉกอะหมัดที่นับถือนิกายชีอะห์มาตลอด เปลี่ยนมาเป็นการเลือกตั้งโดยตัวแทนคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและผู้ที่ได้รับเลือกเป็นผู้นับถือนิกายสุหนี่ซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ของมุสลิมในประเทศไทย

เริ่มแรกในรัฐบาลของ ปรีดี พนมยงค์ ได้รื้อฟื้นตำแหน่งจุฬาราชมนตรีเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๘ โดยให้เป็นที่ปรึกษาราชการขององค์พระมหากษัตริย์ ในด้านกิจการศาสนาอิสลาม จนกระทั่ง พ.ศ.๒๔๙๑ รัฐบาลของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้เปลี่ยนให้จุฬาราชมนตรีเป็นที่ปรึกษากรมการศาสนาในกระทรวงศึกษาธิการ อย่างไรก็ดีหลังจากที่การประกาศใช้พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.๒๕๔๐ ได้มีการระบุไว้ในกฎหมายนี้ว่า จุฬาราชมนตรีเป็นผู้นำกิจการศาสนาอิสลามในประเทศไทย ซึ่งมีหน้าที่ดังต่อไปนี้

- ให้คำปรึกษา และความเห็นต่อทางราชการเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม

- แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับบัญญัติศาสนาอิสลาม

- ประกาศผลการดูดวงจันทร์เพื่อกำหนดวันสำคัญทางศาสนา

- ออกประกาศเกี่ยวกับวินิจฉัยตามบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม

- เป็นประธานอำนวยการจัดงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย

กฎหมายฉบับนี้ ยังให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยให้เป็นกิจจะลักษณะ โดยมีจุฬาราชมนตรีเป็นประธานและกรรมการอื่นจากผู้แทนของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและกรรมการที่จุฬาราชมนตรีเสนอชื่อ ซึ่งจะมีบทบาทในด้านการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม ขณะที่สำนักจุฬาราชมนตรีนั้นเป็นหน่วยธุรการของจุฬาราชมนตรี

หลังจากประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวไม่นาน  ประเสริฐ มะหะหมัด จุฬาราชมนตรีในขณะนั้นได้ถึงแก่อนิจกรรม และผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นจุฬาราชมนตรีคนต่อมาคือ สวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์ ขณะมีอายุได้ ๘๒ ปีเศษ ซึ่งเป็นจุฬาราชมนตรีคนแรกที่ได้รับการเลือกตั้งตามกฎหมายฉบับนี้ โดยดำรงตำแหน่งจนถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๓ และวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ที่ประชุมคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศได้มีมติให้ อาศิส พิทักษ์ คุมพลเป็นผู้สมควรดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีต่อจาก สวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์ และได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นจุฬาราชมนตรีคนที่ ๑๘ เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๓

๒. ความจริงชื่อของท่าน "เฉกอะหมัด" นั้น นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า ชื่อจริงของท่านก็คือ ชี้ค อะเหม็ด (คำว่า ชี้ค เป็นภาษาเปอร์เซีย แปลว่า หัวหน้า อะหมัด แผลงมาจากคำว่า อะเหม็ด) แต่เมื่อคนไทยได้ยินชื่ออาจจะเรียกเพี้ยนไปเป็นเฉกอะหมัดก็ได้เหมือนกับ เซอร์จอห์น ครอฟอร์ด คนไทยเรียก เซอร์ยอนการาฟัด เป็นต้น

ที่มา:  www.keepitthai.com

เป็นเพื่อน Line กับเรา