จุฬาราชมนตรี “สายชีอะห์ - ซุนนี่” ผู้นำมุสลิมยุคแรกแห่งสยาม


จุฬาราชมนตรี “สายชีอะห์ - ซุนนี่” ผู้นำมุสลิมยุคแรกแห่งสยาม

จุฬาราชมนตรี “สายชีอะห์ - ซุนนี่” ผู้นำมุสลิมยุคแรกแห่งสยาม

นับตั้งแต่การสิ้นสุดท่านพระยาจุฬาราชมนตรี (สอน) ตำแหน่งจุฬาราชมนตรีก็ร้างราไปนานร่วม ๑๐ ปี ไม่มีการสืบทอดตำแหน่งดังกล่าว แต่ครั้นต่อมาในสมัยประชาธิปไตยยุคแรก และเป็นช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองบ้านเมืองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

อันเนื่องจากการปฏิวัติของคณะราษฎร์ ที่นำโดยนายปรีดี พนมยงค์ และพวกได้ปฏิรูปการปกครองในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ทำให้บ้านเมืองเข้าสู่ยุคเปลี่ยนถ่ายอำนาจและมีความพยายามจะนำประเทศและสร้างความกลมกลืนในชาติก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลในยุคนั้น ซึ่งนำโดยนายปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ เริ่มมีการฟื้นฟูตำแหน่งจุฬาราชมนตรีขึ้นอีกครั้ง

แต่การกลับมาอีกครั้งของตำแหน่งจุฬาราชมนตรีในครั้งนี้ เกิดการ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กล่าวคือ เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๙ รัฐบาลได้ แต่งตั้ง นายแช่ม พรหมยงค์ ซึ่งเป็นคนสนิทของนายปรีดี พนมยงค์ และ มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปทางการเมืองในยุคนั้นพร้อมกับการผลักดัน ตรา พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม และได้กำหนดให้ตำแหน่งจุฬาราชมนตรีเป็นตำแหน่งที่ปรึกษาราชการขององค์พระกษัตริย์ในด้านกิจการศาสนาอิสลาม

ในยุคนี้นับเป็นพระราชกฤษฎีกาฉบับแรกสำหรับการบริหารกิจการศาสนาอิสลามในประเทศไทย และนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการบริหารกิจการอิสลามลามตำแหน่งจุฬาราชมนตรี

เพราะไม่เพียงเป็นยุคการเปลี่ยนขั้วนิกายมุสลิมในประเทศไทย จากนิกายชีอะห์มาเป็นนิกายซุนนี่เท่านั้น แต่อาจพูดได้ว่าการแต่งตั้งจุฬา ราชมนตรีในครั้งนี้ไม่ใช่สายสกุลของอดีตปฐมจุฬาราชมนตรี “เฉกอะหมัด” ซึ่งนับถือนิกายชีอะห์มาแต่เดิมก็ว่าได้ 

เพราะนายแช่ม เป็นมุสลิมนับถือนิกายซุนนี่ และเป็นคนส่วนใหญ่ของมุสลิมในสังคมและในประเทศไทยในขณะนั้นด้วย

นอกจากนี้สถานการณ์ทางการเมืองในยุคนั้นระส่ำระสาย เนื่องจากวิกฤติในสถานการณ์ชายแดนใต้ที่ยังไม่สงบ รัฐบาลโดยท่านปรีดี พนมยงค์ จึงให้นายแช่ม พรหมยงค์ ไปแก้ปัญหาระหว่างคนไทยมุสลิมใน จังหวัดชายแดนใต้ ที่มีท่าที่ขัดขืนรัฐบาล

โดยรัฐบาลได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ นายแช่ม พรหมยงค์ หรือชื่อตามศาสนาอิสลาม ว่า “ซำซุดดิน บิน มุสตอฟา” เป็นจุฬาราชมนตรี ตามข้อกำหนดในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว

จุฬาราชมนตรี “สายชีอะห์ - ซุนนี่” ผู้นำมุสลิมยุคแรกแห่งสยาม

จุฬาราชมนตรี (แช่ม พรหมยงค์ )

จุฬาราชมนตรี (แช่ม พรหมยงค์) เป็นชาวจังหวัดสมุทรปราการ เป็นบุตรท่านอาจารย์มุสตาฟา พรหมยงค์ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความรู้ด้านศาสนาอิสลาม และยังเป็นอาจารย์วิชาการทางศาสนาอิสลามอีกด้วย

จุฬาราชมนตรี (แช่ม พรหมยงค์) เองก็นับว่าเป็นคนที่มีความรู้ด้านศาสนาอิสลามเป็นอย่างดี เพราะเคยไปศึกษาวิชาการทางศาสนาอิสลาม และจบจากมหาวิทยาลัยอัลอัสฮัร ประเทศอียิปต์

นอกจากนี้ยังเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ทางการเมืองเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นนักปฏิรูป และเป็นสมาชิกคณะราษฎร์ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ด้วย (อ่านประวัติอดีตจุฬาราชมนตรี แช่ม พรหมยงค์ กับ ๔ จังหวัดชายแดนใต้ สุพจน์ ด่านตระกูล)

นับได้ว่า “นายแช่ม พรหมยงค์” เป็นจุฬาราชมนตรี คนที่ ๑๐ แห่ง รัตนโกสินทร์ และเป็นจุฬาราชมนตรีคนที่ ๑๔ ของประเทศไทย

นายแช่ม พรหมยงค์ นั้น เคยเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่สังกัดกรม การในขณะนั้น ซึ่งเป็นคนสนิทของนายปรีดี พนมยงค์ และได้มี ในการแก้ไขสถานการณ์ของจังหวัดชายแดนภาคใต้หลายเรื่อง

บ้านเมืองยุคนี้ไม่ค่อยสงบ ปัญหาการเมืองรุมเร้า ทำให้จุฬาราชมนตรี (แช่ม พรหมยงค์) อยู่ในตำแหน่งจุฬาราชมนตรีได้เพียง ๒ ปี ก็จำเดินทางออกนอกประเทศไทยไป เพราะเหตุผลทางการเมือง เนื่องจาก ในขณะนั้นได้เกิดการรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๐ โดย จอมพล ป.พิบูลสงคราม

ท่านจุฬาราชมนตรี (แช่ม พรหมยงค์) จึงต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ พร้อมๆ กับนายปรีดี พนมยงค์ อันเนื่องมาจากเป็นที่รับรู้ว่า จุฬาราชมนตรี (แช่ม) นั้นเป็นคนสนิทของนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะราษฎร์ในขณะนั้น

โดยคณะของท่านจุฬาราชมนตรี (แช่ม พรหมยงค์) ได้เดินทาง โดยเรือออกจากท่าเรือคลองเตย โดยได้รับการช่วยเหลือจากสถานทูต สหรัฐอเมริกา แล้วไปขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันของบริษัทเชลล์ที่เกาะไผ่ ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังสิงคโปร์

ต่อมานายปรีดี พนมยงค์ ได้เดินทางต่อไปยังประเทศจีน ส่วน จุฬาราชมนตรี (แช่ม พรหมยงค์) นั้นได้เดินทางกลับมาลี้ภัยไปรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งอยู่ติดกับพรมแดนไทย - มาเลเซีย (อยู่ตรงข้าม บริเวณชายแดนจังหวัดนราธิวาสของไทย)

จากนั้นท่านจุฬาราชมนตรี (แช่ม พรหมยงค์) ท่านได้เดินทางไปพำนักที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย และหลังจากที่สถานการณ์บ้านเมืองสงบ ใน พ.ศ. ๒๔๙๗ ในสมัยที่จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี และมีอำนาจในขณะนั้น จึงได้เดินทางกลับภูมิลำเนาบ้านเกิดอีกครั้ง

โดยท่านใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่บ้านสวนปากลัดจังหวัดสมุทรปราการ อย่างสงบ ท่านเสียชีวิตอายุประมาณ ๙๐ ปีเศษ

จุฬาราชมนตรี “สายชีอะห์ - ซุนนี่” ผู้นำมุสลิมยุคแรกแห่งสยาม

จุฬาราชมนตรี (ต่วน สุวรรณศาสน์)


จุฬาราชมนตรี (ต่วน สุวรรณศาสน์) 

หลังจากท่านจุฬาราชมนตรี แช่มพรหมยงค์ ได้ลาออกจาก จุฬาราชมนตรี และเดินทางไปพำนักอยู่ในต่างประเทศแล้ว ราวปี รัฐบาลขณะนั้นมี จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วย ได้เชิญประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทุกจังหวัดมาประชุมเพื่อเสนอตัวบุคคล ที่ควรจะได้พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นจุฬาราชมนตรีคนต่อไป

ในที่สุดท่านอาจารย์ต่วน สุวรรณศาสน์ ซึ่งขณะนั้นเป็นอาจารย์ สอนวิชาการทางศาสนา โรงเรียนอันยูมันอิสลาม ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีคนต่อไป ในขณะที่มีอายุประมาณ ๖๐ ปี

โดยรัฐบาลจึงได้กราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ท่านอาจารย์ต่วน สุวรรณศาสน์ เป็นจุฬาราชมนตรีคนที่ ๑๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และนับเป็นจุฬาราชมนตรีคนที่ ๑๕ แห่งประเทศไทย ในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙

ท่านอาจารย์ต่วน สุวรรณศาสน์ ชื่อทางภาษาอาหรับว่า “ฮัจยีอิสมาแอล ยะห์ยาวี” เกิดในกรุงเทพฯ ศึกษาวิชาการทางศาสนาจาก นครมักกะห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย เป็นอาจารย์ที่มีลูกศิษย์มากมาย และ ยังเป็นประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดพระนครในขณะนั้น ซึ่ เป็นที่เคารพนับถือของมุสลิมโดยทั่วไป

อาจารย์ต่วนนับได้ว่าท่านเป็นจุฬาราชมนตรีคนที่ ๒ ที่นับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนี่และมีบทบาทมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษาศาสนา ในอดีตชาวมุสลิมในประเทศไทยได้ศึกษาพระมหาคัมภีร์ อัล - กุรอาน ซึ่งเป็นภาษาอาหรับ โดยจะได้รับความรู้การแปลภาษาจากครูที่มีความรู้ความสามารถด้านการแปลอัล - กุรอาน เท่านั้น

ทั้งนี้การแปลพระมหาคัมภีร์อัล - กุรอาน นั้น นับเป็นเรื่องยากและสำคัญยิ่งอันเนื่องเพราะพระมหาคัมภีร์อัล - กุรอาน เป็นคัมภีร์ที่มีวาทศิลป์เลอเลิศ จึงไม่มีใครแม้แต่ผู้เดียวยอมรับว่าสามารถแปลพระมหาคัมภีร์อัล - กุรอาน ได้ดีพอ

อย่างไรก็ตาม งานแปลพระมหาคัมภีร์อัล - กุรอาน เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ โดยนักวิชาการมุสลิมในแต่ละประเทศในโลก จะพยายามแปลความหมายของ อัล - กุรอาน ซึ่งในปัจจุบันพระมหาคัมภีร์อัล - กุรอาน การแปลเป็นภาษาหลักของโลกแทบทุกภาษาแล้ว

สำหรับในประเทศไทยนั้น พระมหาคัมภีร์อัล - กุรอาน ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยครั้งแรกโดยท่านอดีตจุฬาราชมนตรีต่วน สุวรรณศาสน์ ซึ่งลักษณะเป็นการแปลและอธิบายความหมายพร้อมๆ กัน โดยได้รับ พระราชทานทุนจัดพิมพ์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙

และต่อมาในกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๗๐ นายดิเรก กุลสิริสวัสดิ์ ได้เป็นบรรณาธิการจัดพิมพ์ความหมายอัล - กุรอาน ที่แปลมาจากต้นฉบับ ภาษาอังกฤษ ซึ่งมีครูอิสมาอีล อะหมัด ปากพยูน เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการ แปลครั้งนี้

ครั้นในเวลาต่อมา อาจารย์มัรวาน สะมะอุน ได้แปลความหมายของ อัล - กุรอาน เพื่อให้กะทัดรัดขึ้นอีก โดยพยายามรักษาสำนวนให้ใกล้เคียงกับแม่บทให้มากที่สุด ซึ่งก็ได้กลายเป็นหนังสืออ้างอิงสำหรับชาวไทยมาตลอด แต่ก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง และได้รับการแก้ไขจนสมบูรณ์ในเวลาต่อมา

ต่อมาสมาคมนักเรียนเก่าอาหรับได้แปลความหมาย อัล - กุรอาน ตีพิมพ์ออกมาอีก โดยมีเชิงอรรถอธิบายความหมาย ทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ดีขึ้น จึงเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปจนถึงขณะนี้

ตำแหน่งจุฬาราชมนตรีในยุคของอาจารย์ต่วน สุวรรณศาสน์ นั้น นับเป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหลังจากที่สิ้นยุคของจุฬาราชมนตรี (แช่ม พรหมยงค์) เพราะนับเป็นจุฬาราชมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งครั้ง แรกของประเทศไทยที่มาจากตัวแทนของภาคประชาชนและผู้นำมุสลิม 

อันเนื่องมาจากสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้น นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๐ - ๒๕๐๐ พบว่ามีปัญหาขัดแย้งระหว่างมุสลิมในชายแดนใต้กับ รัฐบาลกลางค่อนข้างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ ฮัจยีสุหลง อัลฟาตอนี บินอับดุลกาเดร์ อดีตประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ในขณะนั้น ซึ่งถูกจับกุมและถูกตั้งข้อหากบฏด้วย

นอกจากนี้สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นยังเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในชายแดนใต้หลายครั้งทั้งเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “กบฏดุซงญอ”

และการสังหารประชาชนจนเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ที่ปัตตานีเมื่อปี ๒๕๑๘ ในยุคของจุฬาราชมนตรี (ต่วน สุวรรณศาสน์) นับเลี้ยวหัวต่อการบริหารกิจการอิสลามอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากอำนาจบริหารจุฬาราชมนตรี ถูกอำนาจรัฐเข้ามาบีบและลดบทบาทผู้นำศาสนา โดยในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ก่อนที่ท่านจุฬาราชมนตรี (ต่วน สวรรณ มารับตำแหน่ง จอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยขณะนั้น ได้ปรับเปลี่ยนหน้าที่จุฬาราชมนตรีให้ทำหน้าที่เพียงที่ปรึกษากรมศาสนาในกระทรวงศึกษาธิการ ในกิจการเกี่ยว ศาสนูปถัมภ์เท่านั้น นับเป็นจุดเริ่มต้นของบทบาทจุฬาราชมนตรีที่ลดชั้น จากที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ในอดีต มาเป็นที่ปรึกษากระทรวงศึกษาธิการ จนถึงปัจจุบัน

อาจารย์ต่วน สุวรรณศาสน์ ท่านดำรงตำแหน่งท่านจุฬาราชมนตรี อยู่ประมาณ ๓๔ ปีเศษ และได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๔ รวมอายุได้ ๙๔ ปี โดยได้นำไปทำพิธีฝังศพของท่านที่มัสยิดฮารูน เขตบางรัก ซึ่งได้รับความกรุณาจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้เสด็จฯ มาทรงเป็นองค์ประธานแทนพระองค์

นอกจากนี้ท่านนายกรัฐมนตรีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ (ในขณะนั้น) คณะรัฐมนตรีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนชาวไทยมุสลิมและชาวพุทธจำนวนนับพันได้มาร่วมพิธีฝังศพของท่านด้วย

จุฬาราชมนตรี “สายชีอะห์ - ซุนนี่” ผู้นำมุสลิมยุคแรกแห่งสยาม 

จุฬาราชมนตรี (ประเสริฐ มะหะหมัด)


จุฬาราชมนตรี (ประเสริฐ มะหะหมัด) 

หลังจากสินจุฬาราชมนตรี ต่วน สุวรรณศาสน์ เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ รัฐบาลได้เชิญบรรดาประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทุกจังหวัด ซึ่ง ในขณะนั้นมีอยู่ด้วยกัน ๒๖ จังหวัด มาประชุมที่กระทรวงมหาดไทย เพื่อคัดเลือกตัวบุคคลที่จะกราบบังคมทูลให้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นจุฬาราชมนตรีคนต่อไป

ผลการคัดเลือกปรากฏว่า นายประเสริฐ มะหะหมัด ดำรงตำแหน่ง จุฬาราชมนตรีคนต่อไป โดยได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นจุฬาราชมนตรี เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๒๔ ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่๙ ในขณะที่ท่านมีอายุประมาณ ๕๔ ปี

นับเป็นการดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีคนที่ ๑๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นคนที่ ๑๖ ของประเทศไทย เป็นจุฬาราชมนตรีที่มาจากนิกายซุนนี่ คนที่ ๓ ในแผ่นดินสมัยรัตนโกสินทร์

นายยประเสริฐ มะหะหมัด เป็นคนกรุงเทพมหานคร เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๐นับเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการศาสนาเป็นอย่างยิ่ง สำเร็จการศึกษาด้านศาสนาจากเมืองมักกะฮ์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ก่อนที่จะได้รับตำแหน่งจุฬาราชมนตรีเป็นอาจารย์สอนวิชาการทางศาสนา และดำรงตำแหน่ง กรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าของโรงเรียน สอนศาสนา โรงเรียนมิฟตา ฮู้ลอุลูมิด ดีนียะห์ กรุงเทพมหานครอีกด้วย

นายประเสริฐ มะหะหมัด นับเป็นจุฬาราชมนตรีที่มีบทบาทต่อกิจการศาสนาอิสลามมาก และนับเป็นยุคของการเปลี่ยนแปลงการบริหารกิจการอิสลามหลายด้านทั้งด้านการศึกษาและด้านการเมือง ในยุคนี้ทำให้สังคมมุสลิมเริ่มเกี่ยวพันกับสังคมภายนอกมากขึ้น เริ่มนำบุคลากรผู้มีความรู้ศาสนาและปัญญาชนที่จบจากต่างประเทศมาทำงานมากขึ้น

และผลงานที่ชัดเจนที่สุดคือในยุคนี้เริ่มมีการร่างพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลามฉบับใหม่ ซึ่งถูกผลักดันโดย คุณเด่น โต๊ะมีนา ส.ส.จังหวัดปัตตานี ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ในที่สุดก็คลอด พ.ร.บ.ฉบับใหม่ว่าด้วยการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม โดยมีการกำหนดวาระตำแหน่งคณะกรรมการคราวละ ๖ ปี (ใน อดีตไม่มีวาระ) โดยมีการกำหนดให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยมีตัวแทนจากจังหวัดละ ๑ คน ส่วนตำแหน่งจุฬาราชมนตรี ไม่มีการแก้ไข โดยยังให้มีวาระตลอดชีวิตเหมือนเดิม

โดยพระราชบัญญัติฉบับใหม่นี้ เรียกว่า พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ ลงวันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

นอกจากนี้ผลงานที่ผ่านมา ท่านจุฬาราชมนตรี ประเสริฐ มะหะหมัด ได้เล็งเห็นว่าในอดีตที่ผ่านมา สำนักงานของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เปลี่ยนย้ายสถานที่ไปเรื่อยๆ ตามผู้นำสูงสุดคือท่านจุฬาราชมนตรี

ในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ท่านจุฬาราชมนตรี ประเสริฐ มะหะหมัด ได้ปรารภต่อรัฐบาลขณะนั้นเพื่อจัดตั้งสถานที่เพื่อเป็นศูนย์ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ทางศาสนาอิสลาม เช่นเดียวกับพุทธมณฑล ศูนย์รวมกิจกรรมของชาวพุทธ

เนื่องจากในแต่ละปีชาวมุสลิมในประเทศไทยจะจัดกิจกรรมสำคัญทางศาสนา เช่น งานเมาลิดกลาง สืบเนื่องจากชาวไทยมุสลิมต้องการสถานที่จัดงานเมาลิดที่เป็นสัดส่วนและถาวรรองรับกิจกรรมอันยิ่งใหญ่ เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณและจริยวัตรของศาสดามุฮำมัด (ซ.ล) ได้อย่างครอบคลุมทุกด้านมากกว่าที่ดำเนินการมาในอดีต

และประการสำคัญคือเพื่อดำรงคุณลักษณะอันเป็นแบบอย่างแก่ประเทศชาติ ในที่สุดกระทรวงมหาดไทยโดยกรมการปกครอง ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีได้จัดทำโครงการก่อสร้างศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ตั้งอยู่ในพื้นที่คลอง ๙ เขตหนองจอก กรุงเทพฯ ให้เป็นอาคารและกำหนดการบริหารศูนย์ฯ ให้เหมาะสมครอบคลุมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริหารกิจการศาสนาอิสลาม

โดยมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ ใช้เป็นสถานที่ประชุมจัดงานเมาลิดกลาง เป็นศูนย์กลางการบริหารงานของจุฬาราชมนตรี เป็นศูนย์กลางการประสานงานและให้ความรู้เกี่ยวกับการไปประกอบพิธีฮัจญ์ เป็นศูนย์ ประสานงานแลกเปลี่ยนข่าวสาร และส่งเสริมความสัมพันธ์กับต่างประเทศ และประเทศมุสลิม

ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามดังกล่าวครอบคลุมและประกอบด้วยอาคารต่างๆ เช่น อาคารหอประชุม อาคารมัสยิด อาคารสำนักงาน บ้านพักจุฬาราชมนตรีอาคารที่พักผู้เดินทาง อาคารอเนกประสงค์ (โรงอาหาร) สนามอเนกประสงค์ - สวนพักผ่อน บ้านพักเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ ระบบสาธารณูปโภค โดยงบประมาณค่าก่อสร้างศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลาม แห่งชาติเป็นเงินประมาณ ๕๒๘ ล้านบาท

ทั้งนี้ จากมติคณะรัฐมนตรีระบุให้จัดหาที่ราชพัสดุใช้เป็นสถานที่ก่อสร้าง ดังนั้นกระทรวงการคลังจึงอนุญาตให้ใช้สถานที่ราชพัสดุ แขวงคลองสิบ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร เป็นเนื้อที่ ๕๐ ไร่ใช้ก่อสร้าง “ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานจุฬาราชมนตรีและสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน

ท่านจุฬาราชมนตรี (ประเสริฐ มะหะหมัด) อยู่ในตำแหน่งตั้งแต่ปี ๒๕๒๔ ท่านเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ รวมการดำรงตำแหน่ง จุฬาราชมนตรีนาน ๑๖ ปี ซึ่งได้สร้างผลงานและคุณูปการเกี่ยวกับการบริหารกิจการศาสนาอิสลามหลายด้านและวางรากฐานการบริหารจนถึงขณะนี้

จุฬาราชมนตรี “สายชีอะห์ - ซุนนี่” ผู้นำมุสลิมยุคแรกแห่งสยาม 

จุฬาราชมนตรี (นายสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์)


จุฬาราชมนตรี (นายสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์) 

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นต้นมา การบริหารกิจการศาสนาอิสลาม ในประเทศได้เปลี่ยนโฉมอีกครั้ง และนายสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์ ได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งจุฬาราชมนตรี สืบต่อจากนายประเสริฐ มะหะหมัด ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ด้วยวัยขณะนั้น ๘๒ ปี

โดยได้ผ่านกระบวนการคัดเลือกจากคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศ และนับเป็นการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นคนแรก

จุฬาราชมนตรี (สวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์)  ชื่อเป็นภาษาอาหรับว่า “อะหมัด มะพูด ซีรกอรี” เกิดวันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๙ มีภูมิลำเนา อยู่ที่คลองสิบหก ต.ดอนฉิมพลี อ.บางน้ําเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา (เมื่ออายุ ๘ ขวบ ได้ย้ายภูมิลําเนามาอยู่ที่ แขวง / เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร) บิดาชื่อ ฮัจยี มะมูด สุมาลยศักดิ์ มารดาชื่อ นางเราะห์มะห์ สุมาลยศักดิ์

ท่านจุฬาราชมนตรีสวาสดิ์ เป็นบุตรคนแรกจากพี่น้องสามคน (ชาย ๒ คน หญิง 9 คน) ได้สมรสกับ นางชื่น สุมาลยศักดิ์ มีบุตรด้วยกันทั้งหมด ๗ คน เป็นชาย ๕ คน หญิง ๒ คน

ในวัยเยาว์ของท่านจุฬาราชมนตรีสวาสดิ์ จบมัธยมศึกษาปีที่สาม (เทียบเท่า ม.๓) จากโรงเรียนราษฎร์ดรุณศึกษา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๔ จากนั้น ศึกษาภาคศาสนานานมากกว่า ๑๗ ปี กับครูที่มีความรู้สูงทางด้านศาสนาในช่วงเวลาหลังจากเลิกเรียนทางสามัญในตอนเย็นและกลางคืน (วิชาที่ศึกษา : นะห์ฮูซอรอฟ ตัฟซีร ฮาดีส มันติก อารู๊ด กอวาฟี และอื่นๆ)

เมื่อจบสายสามัญแล้ว ได้เข้าศึกษาภาคศาสนาต่อที่โรงเรียนมาฮัลลุดดีน ยามีอุลอูลูม ซาลาฟันวาคอลาฟันลิลมุสลิมีน บางอ้อ ธนบุรี โดย อาจารย์อับดุลเลาะฮ์สอน มูฮำาหมัดฮูเซ็น ขณะเดียวกันก็ศึกษาด้านศาสนาพิเศษเพิ่มเติมกับอาจารย์ต่วนสุวรรณศาสน์ (อดีตท่านจุฬาราชม ณ ตรอกโรงภาษีเก่า ยานนาวา กรุงเทพฯ

จากนั้นจึงไปศึกษาด้านศาสนาต่อในต่างประเทศ ณ นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ภาควิชาตัฟซีร วิชานะห์ฮู วิชาฟิกส์ กับคณาจารย์ที่มีความรู้ด้านศาสนาหลายท่าน อาทิ อาจารย์อาลาวี บิน มูฮำหมัดฮูเซ็น อัลมาลิกี อาจารย์อับดุลกอเดร์ อัลมันดีล และอาจารย์มูยฮำหมัดนอร์ ซึ่งต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเป็นมุฟตี แห่งรัฐกลันตัน ของประเทศมาเลเซีย และได้ศึกษาอุลยา วาเมียะ กับอาจารย์ประดอแอ

จากนั้นได้ศึกษาด้านศาสนาต่อกับอาจารย์มุสตาฟา การีมี บิดา ของท่านอดีตจุฬาราชมนตรีแช่ม พรหมยงค์ โดยได้ใช้ระยะเวลาในการศึกษาด้านศาสนาทั้งในประเทศไทยและจากนครมักกะฮ์ ประเทศ ซาอุดิอาระเบีย นานร่วม ๑๗ ปี

ก่อนเข้าสู่ตำแหน่งจุฬาราชมนตรี ท่านสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์ ได้ผ่าน ประสบการณ์มากมาย ไม่เพียงจากตำแหน่งทางด้านศาสนา ซึ่งเคยเป็น กรรมการกลางอิสลามประจำจังหวัดพระนคร (ซึ่งขณะนั้นยังไม่รวมกับ จังหวัดธนบุรี) เท่านั้น )

ท่านยังเคยเป็นกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ติดต่อกัน ๓ สมัย โดยสมัยแรกในสมัยท่านแช่ม พรหมยงค์ เป็นจุฬาราชมนตรี รวมถึง สมัยท่านอาจารย์ต่วน สุวรรณศาสน์ เป็นจุฬาราชมนตรี และในสมัยท่าน นายประเสริฐ มะหะหมัด เป็นจุฬาราชมนตรีด้วย

นอกจากนี้ท่านจุฬาราชมนตรีสวาสดิ์ยังเคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าคณะธรรมทูตอิสลาม โดยกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นอะมีรุลฮัจ (ผู้แทนไทยนำผู้แสวงบุญเดินทางไปนครมักกะฮ์) เป็นตัวแทนผู้ตัดสินการประกวดการอ่านพระมหาคัมภีร์อัล - กุรอ่าน ระหว่างประเทศในนามของประเทศไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศสหพันธรัฐมาเลเซียถึง ๓ สมัย

และยังเป็นอาจารย์สอนโรงเรียนอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (อวท.) เป็นท่านแรก และเป็นผู้ริเริ่มการกระจายเสียงวิทยุภาคมุสลิม โดยได้รับการสนับสนุนด้านค่าใช้จ่ายจากองค์การยูซิส

นอกจากนี้ท่านจุฬาราชมนตรีสวาสดิ์ยังมีตำแหน่งทางด้านสังคม ในหลายด้าน โดยในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ - ๒๕๐๑ ได้บรรจุเป็นอาจารย์สอนระดับมัธยมปลายในโรงเรียนอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ก่อนจะลาออกไปสู่วงการการเมือง ทั้งในสนามท้องถิ่นและการเมืองระดับชาติ โดยเคยได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กรุงเทพมหานครถึง ๒ สมัย

และเป็นสมาชิกสภาเทศบาลนคร กรุงเทพมหานคร ๒ สมัย เป็น เทศมนตรีเทศบาลนคร กรุงเทพมหานคร ๒ สมัย (คือ เทศมนตรีฝ่ายการ ศึกษา และเทศมนตรีฝ่ายการสาธารณสุข) เป็นรองประธานสภาเทศบาล นครกรุงเทพมหานคร ๒ สมัย

นอกจากนี้ ยังเป็นอาจารย์พิเศษของโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ และยังได้รับเชิญเป็นวิทยากร ณ กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับเชิญเป็นผู้บรรยายเกี่ยวกับสงครามจิตวิทยา ณ กรมประมวลราชการแผ่นดิน

ท่านจุฬาฯ สวาสดิ์ ยังเป็นหนึ่งในคณะผู้แทนของไทยในการประชุมกลุ่มประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามภาคพื้นเอเชียและแอฟริกา ณ กรุงการาจี ประเทศปากีสถาน ซึ่งปัจจุบันยังเป็นนักวิชาการด้านศาสนา เป็นที่ปรึกษาทั่วไปด้านศาสนาเป็นผู้บรรยายภาควิชาการศาสนาตามสถาบันต่างๆ อาทิ สำนักอัลยุมันอิสลาม สำนักจุฬาราชมนตรี โรงเรียนนูรุ้ลอิสลาม (สุเหร่าเขียว) ฯลฯ

จุฬาราชมนตรี “สายชีอะห์ - ซุนนี่” ผู้นำมุสลิมยุคแรกแห่งสยาม

จุฬาราชมนตรี (นายอาศิส พิทักษ์คุมพล) 


จุฬาราชมนตรี (นายอาศิส พิทักษ์คุมพล) จุฬาราชมนตรีคนปัจจุบัน

นายอาศิส พิทักษ์คุมพล เกิด เมื่อปี พ.ศ.2490 ที่ ต.หัวเขา อ.สิงหนคร จ.สงขลา จบการศึกษาสายศาสนาจากสถาบันปอเนาะใน อ.จะนะ จ.สงขลา และ จ.ปัตตานี แม้ไม่ใช่ชาวไทยเชื้อสายมลายู แต่ที่ผ่านมาได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาภาคใต้ มาหลายกรรมวาระ

นอกจากการสนิทแนบแน่นกับพี่น้องมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว พื้นที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา คือ นาทวี จะนะ เทพา และสะบ้าย้อยก็มีเหตุความไม่สงบเกิดขึ้น โดยนายอาศิสต้องเข้าไปรับผิดชอบใน ฐานะผู้นำศาสนาประจำจังหวัด และการเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรง คือ การดำรงตำแหน่งสำคัญในกรรมการอิสระเพื่อ ความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.)  ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา


เรียบเรียงโดย:  เอกราช มูเก็ม
จากหนังสือจุฬาราชมนตรี ประวัติศาสตร์ผู้นำไทยมุสลิม

news.muslimthaipost.com

อัพเดทล่าสุด