วอชิงตัน - วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศยกเลิกแผนการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 20 % จากเรือที่ใช้ช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่าจะหันไปแสวงหาข้อตกลงด้านการลงทุนกับประเทศในอ่าวเปอร์เซียแทน
การเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ และหลังจากได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากอุตสาหกรรมการขนส่งทางเรือ ท่ามกลางความตึงเครียดทางทหารที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องระหว่างสหรัฐ ฯ และอิหร่าน
ทรัมป์ประกาศเรียกเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวเมื่อวันจันทร์ หลังจากอิหร่านประกาศปิดเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์นี้ พร้อมทั้งสั่งปิดล้อมเรือของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ในโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันอังคาร เขากล่าวว่าช่องแคบจะยังคงเปิดให้เรือพาณิชย์ทุกประเภท ยกเว้นเรือของอิหร่าน
การประกาศดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลงจากที่เคยเพิ่มขึ้นก่อนหน้านี้ หลังจากความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้นกับเส้นทางการขนส่งพลังงานที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ได้ผลักดันราคาน้ำมันดิบให้สูงขึ้น
การเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่กองกำลังสหรัฐ ฯ ดำเนินการโจมตีเป้าหมายในอิหร่านเป็นคืนที่ 3 ติดต่อกัน ทำให้เกิดข้อสงสัยใหม่ว่า บันทึกความเข้าใจที่ลงนามเมื่อเดือนที่แล้ว จะนำไปสู่การยุติความขัดแย้งอย่างถาวรได้หรือไม่
การสู้รบได้ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกแล้ว และทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากอุปทานน้ำมันมีความไม่แน่นอนเพิ่มมากขึ้น
อิหร่านตอบโต้การโจมตีล่าสุดของสหรัฐ ฯ ด้วยการยิงขีปนาวุธไปยังจอร์แดน ขณะที่บาห์เรนกล่าวว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของตนได้สกัดกั้นการโจมตีทางอากาศของอิหร่าน จอร์แดนกล่าวว่าได้ยิงขีปนาวุธตก 4 ลูก ขณะที่ได้ยินเสียงระเบิดในกรุงมานามา เมืองหลวงของบาห์เรน
ก่อนเกิดความขัดแย้ง ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณการขนส่งทั่วโลกในแต่ละวัน นักวิเคราะห์ประเมินว่าค่าธรรมเนียมการผ่านแดนที่เสนอ 20 % นั้น อาจสร้างรายได้ประมาณ 240 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน
องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหประชาชาติที่รับผิดชอบด้านการขนส่งทางเรือ กล่าวว่า ตนคัดค้านการเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับช่องแคบระหว่างประเทศ โดยเสริมว่าไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายใด ๆ ที่จะกำหนดค่าธรรมเนียมการผ่านแดนภาคบังคับสำหรับเรือที่ใช้เส้นทางน้ำดังกล่าว
ที่มา : www.arabnews.com
บทความที่น่าสนใจ