ประมวลภาพงานมุสลิมไทยแฟร์ ครั้งที่ 7 “รวมพลังความดี ซับน้ำตาผู้ลี้ภัย 65”


ประมวลภาพการจัดงานมุสลิมไทยแฟร์ ครั้งที่ 7 “รวมพลังความดี ซับน้ำตาผู้ลี้ภัย 65” ณ ลานพลาซ่า อินดอร์สเตเดี้ยมหัวหมาก กรุงเทพฯ วันที่ 7-9 ตุลาคม 2565

แนวคิดของการจัดงาน

ด้วยสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี ร่วมกับ มุสลิมไทยโพสต์ กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย สมาคมการค้านักธุรกิจไทยมุสลิม (TMTA) กลุ่มนักธุรกิจมุสลิม Muslim Business Matching (MBM) ร่วมกันเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงานครั้งนี้ ภายใต้การสนับสนุนขององค์กรเครือข่าย สภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี องค์กรพัฒนาเอกชนด้านผู้ลี้ภัย ด้านการกุศลต่างๆเพื่อเผยแพร่และสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ ความทุกข์ยากเดือดร้อนของผู้ลี้ภัยในประเทศไทย และเผยแพร่ภารกิจการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี อีกทั้งเป็นการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์แก่ผู้ลี้ภัยในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการรณรงค์ให้พี่น้องประชาชนได้มีความตระหนักถึงการเป็นผู้ให้และการมีจิตสาธารณะในการช่วยเหลือสังคมและเพื่อนมนุษย์โดยไม่เลือกเชื้อชาติและศาสนา อันเป็นการตอบสนองความต้องการของชาติที่มุ่งหวังจะเห็นความเอื้ออาทร ระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างการอยู่ร่วมกัน ตลอดจนเป็นการสร้างความเข้าใจอันดีในสังคมพหุวัฒนธรรม อันจะส่งผลให้สังคมและประเทศชาติเกิดความสันติสุขอย่างยั่งยืนต่อไป       

การจัดงานในครั้งนี้ นอกจากจะสร้างความตระหนักรู้ในมิติต่าง ๆ แล้วยังเห็นถึงความสำคัญถึงความร่วมมือขององค์กรต่างๆ ในการจัดกิจกรรมด้านการกุศลอื่นๆ เพื่อให้การจัดงานในครั้งมีความหลากหลายและมีกิจกรรมที่สามารถสร้างความรัก ความสามัคคี และเป็นที่ชื่นชอบของสังคมทั่วไป เพื่อระดมทุนบริจาคซับน้ำตาผู้ลี้ภัย โดย สภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี

ประมวลภาพงานมุสลิมไทยแฟร์ ครั้งที่ 7  “รวมพลังความดี ซับน้ำตาผู้ลี้ภัย 65”

สถานการณ์ผู้ลี้ภัยในไทย

ในปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ลี้ภัยราว 97,000 คน (ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2565) โดยผู้ลี้ภัยจำนวน 91,166 คนอาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย หรือพื้นที่พักพิงชั่วคราว 9 แห่ง ใน 4 จังหวัดตามแนวชายแดนในประเทศไทย ประกอบด้วย ผู้ที่อยู่ในทะเบียน UNHCR จำนวน 44,419 คน และไม่ได้อยู่ในทะเบียน UNHCR จำนวน 46,747 คน ดังนี้

  1. จังหวัดแม่ฮ่องสอน 4 แห่ง ได้แก่ บ้านใหม่นายสอย บ้านแม่สุรินทร์ บ้านแม่ละอูน และบ้านแม่ลามาหลวง จำนวน 28,795 คน
  2. จังหวัดตาก 3 แห่ง ได้แก่ บ้านแม่หละ บ้านอุ้ยเปี้ยน และบ้านนุโพ จำนวน 54,200 คน
  3. จังหวัดราชบุรี 1 แห่ง ได้แก่ บ้านต้นยาง จำนวน 2,437 คน
  4. จังหวัดกาญจนบุรี 1 แห่ง ได้แก่ บ้านถ้ำหิน จำนวน 5,734 คน

นอกจากนี้ผู้ลี้ภัยที่ขอลี้ภัยในเขตเมืองประมาณ 5,000 คน จาก 51 ประเทศทั่วโลก กระจายอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร และแถบชานเมือง โดยส่วนมากเป็นผู้ที่ลี้ภัยมาจาก ปากีสถาน เวียดนาม ปาเลสไตน์ ซีเรีย โซมาเลีย อิรัก อิหร่าน จีน และอัฟกานิสถาน ซึ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ต้องอาศัยอยู่ภายใต้กฎหมายไทย ที่ไม่ได้คุ้มครองผู้ลี้ภัย ทำให้ต้องอาศัยอยู่อย่างหวาดกลัว แม้จะได้รับสถานะผู้ลี้ภัย ก็ถือว่าเป็นผู้ละเมิดพรบ.คนเข้าเมือง อาจถูกจับกุม ควบคุมตัว หรือถูกส่งออกนอกประเทศได้ และไม่สามารถทำงานอย่างถูกกฎหมายได้

ประมวลภาพงานมุสลิมไทยแฟร์ ครั้งที่ 7  “รวมพลังความดี ซับน้ำตาผู้ลี้ภัย 65”

ผู้ลี้ภัยภายใต้การดูแลของสภาเครือข่าย ฯ

สภาเครือข่ายฯได้ให้การดูแลและช่วยเหลือผู้ลี้ภัยอย่างเป็นทางการตั้งแต่ ปี 2561 โดยข้อมูลล่าสุดปี 2565 มีผู้ลี้ภัยที่ลงทะเบียนขอรับการช่วยเหลือจากสภาเครือข่าย จำนวน 1,257 ครอบครัว จาก 17 ประเทศ ได้แก่

  1. ปากีสถาน จำนวน 590 ครอบครัว
  2. เวียดนาม จำนวน 326 ครอบครัว
  3. โซมาเลีย จำนวน 87 ครอบครัว
  4. กัมพูชา จำนวน 83 ครอบครัว
  5. ปาเลสไตน์ จำนวน 53 ครอบครัว
  6. ซีเรีย จำนวน 13 ครอบครัว
  7. อัฟกานิสถาน จำนวน 38 ครอบครัว
  8. ศรีลังกา จำนวน 34 ครอบครัว
  9. อิรัก จำนวน 13 ครอบครัว
  10. อิหร่าน จำนวน 5 ครอบครัว
  11. จอร์แดน จำนวน 5 ครอบครัว
  12. เอธิโอเปีย จำนวน 5 ครอบครัว
  13. เอริเทรีย จำนวน 1 ครอบครัว
  14. อินเดีย จำนวน 1 ครอบครัว
  15. ไนจีเรีย จำนวน 1 ครอบครัว
  16. เติร์กเมนิสถาน จำนวน 1 ครอบครัว
  17. ลาว จำนวน 1 ครอบครัว

ทั้งนี้ ผู้ลี้ภัยในทะเบียนสภาเครือข่ายดังกล่าว นับถือศาสนาอิสลาม จำนวน 527 ครอบครัว คิดเป็น 41.93% ของจำนวนทั้งหมด

สภาเครือข่ายฯตระหนักเป็นอย่างดีว่า ภารกิจการช่วยเหลือลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยนั้นเป็นภารกิจที่อาจดำเนินการแต่เพียงลำพงได้ จึงได้ประสานกับองค์ภาคเอกชนต่าง ๆเพื่อผนึกกำลังกันเพื่อแบ่งเบาภาระของภาคราชการ เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ลี้ภัยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง จนกว่าวิกฤตผู้ลี้ภัยจะผ่อนคลายและผู้เดือดร้อนเหล่านี้จะได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง

ดังนั้นสภาเครือข่ายจึงได้จัดงานเพื่อระทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในปีนี้ในระหว่างวันที่ 7 -9 ตุลาคม 2565 ณ ราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก รามคำแหง กรุงเทพฯ

ประมวลภาพงานมุสลิมไทยแฟร์ ครั้งที่ 7  “รวมพลังความดี ซับน้ำตาผู้ลี้ภัย 65”

วัตถุประสงค์หลัก

  1. เพื่อให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุและสภาพการณ์ที่ทำให้เกิดผู้ลี้ภัยและการ แสวงหาที่พักพิง
  2. เพื่อเผยแพร่สถานการณ์ผู้ลี้ภัยในประเทศไทย ให้เกิดความเข้าใจในสถานะความเป็นอยู่ ความทุกข์ ความเดือดร้อนของผู้ลี้ภัย
  3. เพื่อให้เกิดความร่วมมือในประเทศในระดับองค์กรและบุคคลในการให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัย เพิ่มมากขึ้น ให้ผู้ลี้ภัยสามารถลี้ภัยไปดำเนินชีวิตได้อย่างถูกกฎหมายและมีความปลอดภัยในประเทศต่าง ๆ
  4. เพื่อเป็นการระดมทุน จากการรับบริจาค การขายบัตรน้ำชา การจัดเลี้ยงโต๊ะจีน การจัดแข่งขันฟุตบอลการกุศล การร่องเรือการกุศล และกิจกรรมการกุศลอื่นๆ เพื่อนำรายได้ดังกล่าวไปช่วยเหลือผู้ลี้ภัยภาย ผู้เดือดร้อนจากภัยพิบัติต่าง ๆ ในประเทศ และสนับสนุนการบริหารกิจการสภาเครือข่ายฯ

วัตถุประสงค์รอง

  1. เพื่อส่งเสริมให้เกิดความรัก ความสามัคคี ของคนทุกหมู่เหล่าโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ และศาสนา
  2. เพื่อส่งเสริมพันธกิจของสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
  3. เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของการจัดงานให้มีคุณค่าต่อสังคมและประเทศชาติ
  4. เพื่อส่งเสริมให้สื่อเป็นตัวกลางในการสร้างข่าวสารที่มีคุณค่าสู่สังคม
  5. เพื่อส่งเสริมพัฒนาศักยภาพการจัดงานให้เป็นมาตรฐานและมีภาพลักษณ์ที่ดี
  6. เพื่อส่งเสริมให้มีกิจกรรมที่ดีต่อร่างกายและสุขภาพ จัดให้มีการแข่งขันฟุตซอลและอื่นตามความเหมาะสม
  7. เพื่อสร้างเสริมคนรุ่นใหม่ให้มีจิตใจดีงามที่ต้องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

กรอบค่าใช้จ่ายรายปี ประกอบด้วย

  1. ช่วยค่าที่พักอาศัย

ช่วยเหลือครอบครัวผู้ลี้ภัยที่รอได้สิทธิ์เดินทางไปนอกประเทศ เฉลี่ยคนละ 1,000 บาท ต่อคน ช่วยเหลือ 1,200 คนต่อปี ใช้งบ 1,200,000 บาทต่อปี

  1. ช่วยค่ารักษาพยาบาล

ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลในกรณีฉุกเฉินแก่ผู้ที่รอสิทธิ์การลี้ภัยและส่วนที่เกินกว่าสิทธิที่เบิกได้ เฉลี่ยคนละ 3,000 บาทต่อคนช่วย 120 คนต่อปี ใช้งบ 360,000 บาทต่อปี

  1. ช่วยเหลือค่าสนับสนุนการศึกษา

ช่วยเหลือการเดินทางไปเรียนและการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอื่น ๆ เฉลี่ยคนละ 1,500 บาทต่อคน ช่วยเหลือ 10 คนต่อเดือน ใช้งบเฉลี่ยปีละ 180,000 บาทต่อปี

  1. ช่วยค่าปรับที่อยู่เกินกำหนด (ค่าปรับ Overstay) และค่าประกันตัวผู้ลี้ภัย

ผู้ได้สิทธิ์ลี้ภัยหรือผู้ตัดสินใจเดินทางกลับประเทศหรือเดินทางไปประเทศที่สาม มีค่าปรับที่ต้องจ่ายคนละ 20,000 บาท ช่วยเหลือครอบครัวละ 15,000 บาทต่อครอบครัว โดยช่วยเหลือ 60 ครอบครัวต่อปี ใช้งบ 900,000 บาทต่อปี

  1. จัดเลี้ยงอาหารละศีลอดให้ผู้ลี้ภัยในเมืองและห้องกัก

จัดเลี้ยงอาหารละศีลอดเพื่อผู้ลี้ภัยในเมืองและผู้ต้องกัก ทุกภูมิภาคตลอดเดือนรอมฎอน ใช้งบเฉลี่ยปีละ 210,000 บาท

  1. จัดถุงยังชีพเพื่อบรรเทาทุกข์

จัดทำถุงยังชีพเพื่อบรรเทาทุกข์ แก่ผู้ลี้ภัยในเมือง ปีละ 1,500 ถุง ถุงละ 300 บาท ใช้งบประมาณปีละ 450,000 บาท

  1. โครงการกุรบ่านนี้เพื่อผู้ลี้ภัย

แจกจ่ายเนื้อกุรบ่านเพื่อผู้ลี้ภัย โดยใช้งบประมาณเฉลี่ยปีละ 150,000 บาท

  1. โครงการอาหารฮาลาลเพื่อผู้ต้องกักในห้องกัก และค่ายผู้ลี้ภัย

จัดอาหารฮาลาลเพื่อผู้ต้องกักในห้องกัก และค่ายผู้ลี้ภัยทั่วทุกภูมิภาค ใช้งบประมาณ 120,000 บาทต่อปี

  1. การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอื่น ๆ
  • เยี่ยมเยียนผู้ต้องกักในห้องกัก และค่ายผู้ลี้ภัย เพื่อเยียวยาจิตใจผู้ต้องกัก ใช้งบ 150,000 บาท ต่อปี
  • ดำเนินการรับส่งเสื้อผ้า กระเป๋าเดินทาง ของใช้ และอาหารบริจาคให้ผู้ลี้ภัย ใช้งบ 120,000 บาท ต่อปี
  • ค่าดำเนินการ-ค่าใช้จ่ายสำนักงานเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ใช้งบ 360,000 บาทต่อปี

รวมทั้งสิ้น 4,200,000 บาทต่อปี

ประมวลภาพงานมุสลิมไทยแฟร์ ครั้งที่ 7  “รวมพลังความดี ซับน้ำตาผู้ลี้ภัย 65”

เป้าหมาย       

  1. ได้รับการบริจาคและระดมทุนช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ปีละ 4 ล้าน ให้ได้ตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้
  2. เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจที่ดีแก่ครอบครัวของผู้ลี้ภัยที่ได้รับการช่วยเหลือ
  3. ประชาชนทั่วไปเข้าใจและรับรู้เรื่องราวของผู้ลี้ภัยและได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมและเพื่อนมนุษย์
  4. ประชาสัมพันธ์ภารกิจของสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี
  5. สภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี ได้ใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น
  6. กระตุ้นให้เกิดการแบ่งปันเพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
  7. เกิดความรัก ความสามัคคี ของคนทุกหมู่เหล่าโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา

ผู้ประกอบการร้านค้าสามารถขายสินค้าได้ อันส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวม

ประมวลภาพการจัดงานมุสลิมไทยแฟร์ ครั้งที่ 7 “รวมพลังความดี ซับน้ำตาผู้ลี้ภัย 65”

ประมวลภาพงานมุสลิมไทยแฟร์ ครั้งที่ 7  “รวมพลังความดี ซับน้ำตาผู้ลี้ภัย 65”

รองศาสตราจารย์ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมพิธีเปิดงานมุสลิมไทยแฟร์ ครั้งที่ 7 “รวมพลังความดี ซับน้ำตาผู้ลี้ภัย 65”

ประมวลภาพงานมุสลิมไทยแฟร์ ครั้งที่ 7  “รวมพลังความดี ซับน้ำตาผู้ลี้ภัย 65”

ประมวลภาพงานมุสลิมไทยแฟร์ ครั้งที่ 7  “รวมพลังความดี ซับน้ำตาผู้ลี้ภัย 65”

ประมวลภาพงานมุสลิมไทยแฟร์ ครั้งที่ 7  “รวมพลังความดี ซับน้ำตาผู้ลี้ภัย 65”

ประมวลภาพงานมุสลิมไทยแฟร์ ครั้งที่ 7  “รวมพลังความดี ซับน้ำตาผู้ลี้ภัย 65”

ประมวลภาพงานมุสลิมไทยแฟร์ ครั้งที่ 7  “รวมพลังความดี ซับน้ำตาผู้ลี้ภัย 65”

ประมวลภาพงานมุสลิมไทยแฟร์ ครั้งที่ 7  “รวมพลังความดี ซับน้ำตาผู้ลี้ภัย 65”

ประมวลภาพงานมุสลิมไทยแฟร์ ครั้งที่ 7  “รวมพลังความดี ซับน้ำตาผู้ลี้ภัย 65”

ประมวลภาพงานมุสลิมไทยแฟร์ ครั้งที่ 7  “รวมพลังความดี ซับน้ำตาผู้ลี้ภัย 65”

ประมวลภาพงานมุสลิมไทยแฟร์ ครั้งที่ 7  “รวมพลังความดี ซับน้ำตาผู้ลี้ภัย 65”

ประมวลภาพงานมุสลิมไทยแฟร์ ครั้งที่ 7  “รวมพลังความดี ซับน้ำตาผู้ลี้ภัย 65”

นิทรรศการ งานมุสลิมไทยแฟร์ "รวมพลังความดี ซับน้ำตาผู้ลี้ภัย 65"

ประมวลภาพงานมุสลิมไทยแฟร์ ครั้งที่ 7  “รวมพลังความดี ซับน้ำตาผู้ลี้ภัย 65”

อัพเดทล่าสุด