เดือด! นักวิชาการมุสลิมเปิดจดหมายถึง “อเบียร์ คนตื่นธรรม” ชี้ตีความอัลกุรอานผิด ทำมุสลิมทั่วไทยไม่สบายใจ
เดือด! นักวิชาการมุสลิมเปิดจดหมายถึง “อ.เบียร์ คนตื่นธรรม” ชี้ตีความอัลกุรอานผิด ทำมุสลิมทั่วไทยไม่สบายใจ
รายงานโดยสำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์ — กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ หลัง “อ.มุรีด ทิมะเสน” นักวิชาการมุสลิมอิสระ ออกมาเผยแพร่ข้อความเปิดผนึกถึง อ.เบียร์ คนตื่นธรรม กรณีการพูดถึงคัมภีร์อัลกุรอานและศาสนาอิสลาม ซึ่งถูกมองว่าอาจสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนและกระทบความรู้สึกของชาวมุสลิมจำนวนมากในประเทศไทย
อ.มุรีด ทิมะเสน โพสต์ระบุว่า
“ขอส่งสาสน์ถึง อ.เบียร์ (คนตื่นธรรม)”
ด้วยข้อความตามโปสเตอร์ ทำให้พี่น้องมุสลิมในประเทศไทยไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง (หากข้อความดังกล่าวเป็นการนำเสนอของ อ.เบียร์จริง แต่ถ้าไม่ใช่คำกล่าวของ อ.เบียร์ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย)
ผม (อ.มุรีด ทิมะเสน นักวิชาการมุสลิมอิสระ) ขอชี้แจงด้วยความตรงไปตรงมาตามบัญญัติอิสลามอันบริสุทธิ์ยิ่ง
ประการแรก อ.เบียร์อธิบายคัมภีร์อัลกุรฺอานด้วยตัวของ อ.เบียร์เอง โดยมิได้สอบถามผู้รู้ศาสนาอิสลามว่าด้วยความหมายที่แท้จริง (ของซูเราะฮฺมุฮัมมัด โองการที่ 4) โดยเข้าใจจากคำแปลอัลกุรฺอานแปลไทยอย่างเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ อ.เบียร์เข้าใจโองการของอัลกุรฺอานผิดเพี้ยนไปจากความหมายอันแท้จริง นั่นคือ เข้าใจว่าพระเจ้าสั่งให้ “ตัดคอ” ผู้ปฏิเสธ (อิสลาม) โดยทั่วไป แล้วถลำอ้างไปอีกว่านี่คือ พระเจ้าที่น่ากลัวสั่งให้ทำร้ายใครก็ได้ ประเด็นนี้ถือว่าเข้าใจผิดอย่างมหันต์ยิ่ง ด้วยเพราะมิได้สอบถามจากผู้รู้มุสลิมว่าโองการ
ดังกล่าวหมายถึงสั่งให้สังหารใคร? ซึ่งผมแปลให้ อ.เบียร์อ่านใหม่โดยเป็นการแปลแบบอธิบายโดยปราชญ์มุสลิม ดั่งนี้
فَإِذَا لَقِيتُمُ الَّذِينَ كَفَرُوا فَضَرْبَ الرِّقَابِ حَتَّى إِذَا أَثْخَنْتُمُوهُمْ فَشُدُّوا الْوَثَاقَ فَإِمَّا مَنًّا بَعْدُ وَإِمَّا فِدَاءً حَتَّى تَضَعَ الْحَرْبُ أَوْزَارَهَا ذَلِكَ وَلَوْ يَشَاءُ اللَّهُ لَانْتَصَرَ مِنْهُمْ وَلَكِنْ لِيَبْلُوَ بَعْضَكُمْ بِبَعْضٍ وَالَّذِينَ قُتِلُوا فِي سَبِيلِ اللَّهِ فَلَنْ يُضِلَّ أَعْمَالَهُمْ (4)
“ดังนั้นเมื่อสูเจ้าพบปวงผู้ปฏิเสธ (ณ สงครามบะดัรฺ) จงตัดคอ (ต่อสู้) พวกเขาจนกระทั่งเมื่อสูเจ้าตีพวกเขาพ่าย จากนั้นสูเจ้าจงมัด (พวกเขา) ให้แน่น (หมายถึง จับเป็นเชลย) ดังนั้นจะปล่อยเป็นอิสระหลังจากนั้น (โดยไม่เสียค่าปรับ) และ (หรือ) จะเสียค่าปรับ (ก็ย่อมได้) จนกระทั่งสงคราม (นั้น) จะ (ยุติ) วางอาวุธลง (ซึ่ง) นั่นแหละ (คือการลงโทษแด่ผู้ปฏิเสธศรัทธา ณ สงครามบะดัรฺ) และหากพระองค์อัลลอฮฺทรงประสงค์แน่นอนยิ่งพระองค์ (อัลลอฮฺ) ทรงลงโทษพวกเขา (ผู้ตั้งภาคีชาวมักกะฮฺ) และแต่ว่าพระองค์ (อัลลอฮฺ) ทรงทดสอบบางคนในหมู่สูเจ้ากับอีกบางคน และปวง (เศาะฮาบะฮฺ-สหายของนบีมุฮัมมัด) ผู้ซึ่งต่อสู้ในหนทางของพระองค์อัลลอฮฺ (ณ สงครามบะดัรฺ-นั้น) เช่นนั้นการงานของพวกเขา (ที่ทำการต่อสู้นั้น) จะไม่ไร้ผล (โดยเด็ดขาด)” (ซูเราะฮฺมุฮัมมัด โองการที่ 4)
ฉะนั้นโองการอัลกุรฺอานที่ อ.เบียร์หยิบยกมา ไม่ใช่ผู้ปฏิเสธอิสลามทั่วๆไป แต่เป็นผู้ปฏิเสธชาวมักกะฮฺในสมัยของท่านนบีมุฮัมมัดต่างหาก ซึ่งนั่นอยู่ในระหว่างการทำสงครามบะดัรฺ ซึ่งแน่นอนว่า การทำสงครามระหว่างกันย่อมต้องต่อสู้ปะทะซึ่งกันและกัน และย่อมมีผู้ล้มตายอย่างเสียมิได้ เฉกเช่นไทยรบกับเขมรที่ผ่านมา ทหารไทยก็เสียชีวิต และทหารเขมรก็เสียชีวิต ซึ่งไม่มีเห็นใครออกมาประกาศเลยว่า ทหารไทยโหดร้าย หรือทหารเขมรโหดร้าย เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า การทำสงครามย่อมมีการล้มตายเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเป้าหมายของโองการอัลกุรฺอานก็เล่าเหตุการณ์ ณ สงครามบะดัรฺ ในสมัยของท่านนบีมุฮัมมัด, ฉะนั้นประเด็นที่อ้างว่าพระเจ้าในศาสนาอิสลามโหดร้ายสั่งให้ฆ่าใครก็ได้จึงเป็นความคลาดเคลื่อนอย่างยิ่งยวด
ประการที่สอง ศาสนาอิสลามสอนให้มุสลิมเคารพให้เกียรติศาสนาอื่นอย่างพินอบพิเทามากที่สุด ไม่อนุญาตให้มุสลิมจาบจ้วงความเชื่อของศาสนาอื่นเลยแม้แต่น้อย ความเชื่อใครความเชื่อของผู้นั้น ไม่ต้องวิภาษความเชื่อของผู้อื่น ซึ่งมุสลิมถูกห้ามในเรื่องดังกล่าวอย่างเคร่งครัด สังเกตไหมว่า คนไทยทั้งมุสลิมและมิใช่มุสลิมจึงอยู่ร่วมแผ่นดินสยามได้อย่างปรกติสุขนั่นแล, พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสว่า
لَكُمْ دِينُكُمْ وَلِيَ دِينِ (6)
“สำหรับสูเจ้าคือ ศาสนา (ความเชื่อ) ของสูเจ้า และสำหรับฉัน (คือ) ศาสนา (อิสลามของฉัน)” [ซูเราะฮฺ (บท) อัลกาฟิรูน โองการที่ 6]
ประการสุดท้าย ผมมิบังอาจแนะนำ อ.เบียร์ เพราะ อ, เบียร์เป็นวิญญูชน นักเผยแผ่ศาสนาของ อ.เบียร์ เพียงแต่ว่า เราจำต้องให้เกียรติในความเชื่อของแต่ละศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่เรามิได้ยึดถือ เพราะความเชื่อของผู้ใดย่อมเป็นสิทธิ์ของเขาผู้นั้น (โดยชอบธรรม) เราไม่สามารถล่วงละเมิดในเรื่องความเชื่อต่างได้เลย อ.เบียร์ไม่เชื่อ “พระเจ้า” อ.เบียร์ก็ละไว้ไม่พูดถึง นั่นย่อมเป็นการให้เกียรติต่อผู้นับถือศาสนาอื่น ในทางตรงกันข้าม เรามุสลิมไม่เชื่อเยี่ยงความเชื่อแบบ อ.เบียร์ เราก็ไม่เคยไปละเมิดความเชื่อของ อ.เบียร์เลยแม้แต่น้อย นี่คือสิ่งที่ทำให้เราไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตามย่อมอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ ณ พื้นแผ่นดินสยามนี้ แต่ถ้าเราต่างวิภาษนัยความเชื่อต่างกันแล้วไซร้ ความบาดหมาง, อคติ และการเป็นศัตรูกันย่อมเกิดขึ้นได้ทุกย่อมหญ้า ซึ่ง ผมเองมิปรารถนาจะเห็นบรรยากาศแบบนั้นเลยแม้แต่น้อย
ท้ายนี้ ที่ผมเขียนมาทั้งหมด เพียงต้องการให้ อ.เบียร์ได้ระมัดระวังการวิภาษความเชื่อของศาสนาอื่น หากเรามิได้ลงลึกปรึกษาผู้รู้ศาสนาที่เราวิภาษ ความคลาดเคลื่อน และการเข้าใจผิดอันมหันต์นั้น ย่อมสร้างความเสียหายในวงกว้างไม่มากก็น้อย
ด้วยความเคารพรัก
อ. มุรีด ทิมะเสน
5 พ.ค. 69
หลังข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ ชาวโซเชียลจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็น ทั้งฝั่งที่เห็นด้วยกับการออกมาชี้แจง และฝั่งที่เรียกร้องให้ทุกศาสนาเคารพความเชื่อซึ่งกันและกัน เพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยกในสังคมไทย
https://news.muslimthaipost.com/news/40167
- เปิดตัวแล้ว! “คู่มืออัจฉริยะมักกะฮ์” เที่ยว-ทำอิบาดะฮ์ ง่ายขึ้นในคลิกเดียว
- รูดี จูเลียนี จุดกระแสดราม่า อ้างกษัตริย์ชาร์ลส์ “อาจเป็นมุสลิม”
- 13 จุดเดือด! ผู้ตั้งถิ่นฐานอิสราเอลโจมตีปาเลสไตน์
- อีดนี้มีความหวัง! ปากีสถาน-อัฟกานิสถานหยุดยิงชั่วคราว
- ข่าวกรองสหรัฐชี้ อิหร่าน “ยังไม่ล้ม” พร้อมฟื้นตัวหากผ่านวิกฤต
- หัวหน้าต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ “ลาออก” ไม่เอาสงครามอิหร่าน
- อิหร่านยืนยัน “อะลี ลาริจานี” เสียชีวิต หลังถูกโจมตีทางอากาศ
- อิหร่านยืนยันผู้นำสูงสุดเสียชีวิต หลังเหตุโจมตีร่วมสหรัฐฯ–อิสราเอล
