รัฐบาลสหราชอาณาจักรยกระดับแรงกดดันต่ออิสราเอล ด้วยการประกาศมาตรการทางการค้าและการเงินที่มุ่งเป้าไปยังนิคมอิสราเอลในดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง โดยย้ำชัดว่าเป็นการลงโทษกิจกรรมเกี่ยวกับนิคมและการขยายถิ่นฐาน ไม่ใช่การห้ามค้าขายกับอิสราเอลแบบเบ็ดเสร็จ
เอ็ด มิลิแบนด์ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ แถลงต่อสภาสามัญเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2026 ว่า รัฐบาลจะออกกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าจากนิคมที่อังกฤษถือว่าผิดกฎหมายในดินแดนที่ถูกยึดครอง พร้อมจัดทำระบอบคว่ำบาตรฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายใน 6–9 เดือน โดยอาจกำหนดข้อยกเว้นบางประการด้วยเหตุผลทางศาสนา ถ้อยแถลงของรัฐบาลสหราชอาณาจักร
มาตรการนี้ครอบคลุมสินค้าที่ผลิตในนิคม เช่น ผลผลิตทางการเกษตรและไวน์ ตลอดจนการดำเนินการต่อบริษัทหรือบุคคลที่ให้บริการสนับสนุนการขยายถิ่นฐาน ไม่ว่าจะเป็นงานก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐาน การเงิน และอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ รัฐบาลจะห้ามการโฆษณาขายที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ในนิคมดังกล่าวภายในสหราชอาณาจักรด้วย
อย่างไรก็ดี รายละเอียดอย่างหนึ่งที่ควรแยกให้ชัดคือ มาตรการด้านบริการไม่ได้หมายถึงการห้ามบริการทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับผู้อยู่อาศัยในนิคมโดยอัตโนมัติ แต่เป็นการให้อำนาจรัฐบาลลงโทษบุคคลและนิติบุคคลที่สนับสนุน อำนวยความสะดวก หรือแสวงหากำไรจากการขยายถิ่นฐานเป็นสำคัญ
“แบนเฉพาะนิคม” ไม่ใช่ตัดการค้ากับอิสราเอล
รัฐบาลอังกฤษระบุอย่างชัดเจนว่า ระบอบคว่ำบาตรใหม่นี้จะพุ่งเป้าไปที่นิคมและการขยายนิคม ไม่ใช่ตัวประเทศอิสราเอล โดยอังกฤษยังสนับสนุนความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิสราเอลภายในเส้นกรีนไลน์หรือพรมแดนก่อนสงครามปี 1967 ต่อไป
ตัวเลขล่าสุดของกระทรวงธุรกิจและการค้าอังกฤษระบุว่า มูลค่าการค้าสินค้าและบริการระหว่างสหราชอาณาจักรกับอิสราเอลอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านปอนด์ในปี 2025 ขณะที่สินค้าจากนิคมคิดเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อย ดังนั้น ผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรงอาจจำกัด แต่มีนัยทางการเมืองสูง เพราะเป็นการแยกอิสราเอลภายในพรมแดนที่ได้รับการยอมรับออกจากกิจกรรมในดินแดนที่ถูกยึดครองอย่างเป็นรูปธรรม ข้อมูลการค้าของรัฐบาลอังกฤษ, รายงาน AP
ส่วนการเจรจาปรับปรุงข้อตกลงการค้าเสรีฉบับใหม่นั้น อังกฤษระงับมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 ไม่ใช่มาตรการที่เพิ่งประกาศพร้อมการแบนครั้งนี้ ขณะที่ข้อตกลงการค้าเดิมระหว่างสองประเทศยังดำเนินต่อไป ทั้งนี้ สินค้าจากนิคมไม่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีภายใต้ข้อตกลงเดิมอยู่แล้ว คำแถลงระงับการเจรจา FTA, หอสมุดสภาสามัญอังกฤษ
เพิ่ม “ด่านล็อก” การส่งออกอาวุธ
ด้านยุทโธปกรณ์ อังกฤษเคยระงับใบอนุญาตส่งออกอาวุธมากกว่า 30 รายการที่ประเมินว่าอาจถูกใช้ในปฏิบัติการทางทหารในกาซามาตั้งแต่ปี 2024 และมาตรการดังกล่าวยังคงมีผล
นโยบายล่าสุดเพิ่มเงื่อนไขอีกชั้น โดยรัฐบาลจะปฏิเสธคำขอส่งออกอาวุธหรือสินค้าประเภทอื่น หากเห็นว่ามีส่วนสนับสนุนการยึดครองอย่างมีนัยสำคัญ มิลิแบนด์เรียกแนวทางนี้ว่าเป็น “กลไกล็อกสองชั้น” อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่การห้ามส่งออกอาวุธทุกชนิดไปยังอิสราเอลโดยสมบูรณ์ แต่เป็นการพิจารณาตามประเภทสินค้า ผู้ใช้ปลายทาง และความเสี่ยงในการนำไปใช้ รัฐบาลสหราชอาณาจักร
เหตุผลสำคัญ: ปกป้องทางออกสองรัฐ
รัฐบาลอังกฤษอธิบายว่า การขยายตัวของนิคม ความรุนแรงจากผู้ตั้งถิ่นฐาน และโครงการก่อสร้างบริเวณ E1 กำลังทำให้โอกาสจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ที่มีอาณาเขตเชื่อมต่อกันลดลง จึงเป็นภัยโดยตรงต่อแนวทางสองรัฐ ซึ่งเสนอให้อิสราเอลและปาเลสไตน์ดำรงอยู่เคียงข้างกันอย่างมั่นคง
มิลิแบนด์กล่าวหารุนแรงว่า กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานหัวรุนแรงกำลังกระทำสิ่งที่รัฐบาลอังกฤษมองว่าเป็น “การกวาดล้างชาติพันธุ์” ในบางพื้นที่ โดยยกตัวอย่างการรื้อบ้าน ทำลายถนนและสาธารณูปโภค ตลอดจนการบังคับให้ครอบครัวชาวปาเลสไตน์ต้องออกจากถิ่นที่อยู่
อังกฤษยังเปลี่ยนท่าทีอย่างมีนัยสำคัญ โดยประกาศจุดยืนอย่างเป็นทางการว่า การยึดครองดินแดนปาเลสไตน์ของอิสราเอลนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้จำกัดข้อวิจารณ์ไว้เฉพาะตัวนิคมเท่านั้น รายงาน AP
ไม่ได้มีเพียงอังกฤษ แต่ระดับการดำเนินการของแต่ละประเทศต่างกัน
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแรงกดดันจากหลายประเทศ โดยอังกฤษ ฝรั่งเศส และแคนาดายืนยันว่าจะเดินหน้ามาตรการระดับชาติเพื่อห้ามค้าสินค้าจากนิคม ขณะที่เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โปรตุเกส สเปน และสวีเดนร่วมแถลงสนับสนุนข้อจำกัดทางการค้าหรือกำลังพิจารณามาตรการตามกระบวนการภายในประเทศ
ดังนั้น การระบุว่าอังกฤษ ฝรั่งเศส และแคนาดา “ร่วมกันประกาศแบนในรูปแบบเดียวกันทั้งหมดและมีผลพร้อมกันแล้ว” อาจกว้างเกินข้อเท็จจริง เพราะรายละเอียดทางกฎหมายและกำหนดเวลาของแต่ละประเทศยังแตกต่างกัน แถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีต่างประเทศ 12 ประเทศ
อิสราเอลตอบโต้ ปิดกงสุลอังกฤษ–ห้ามนักการเมืองเข้าประเทศ
อิสราเอลประณามมาตรการดังกล่าวว่าเป็นการแทรกแซงและการคว่ำบาตรที่ไม่เป็นธรรม ก่อนประกาศปิดสถานกงสุลอังกฤษในเยรูซาเล็มตะวันออก ขับผู้แทนอังกฤษออกจากศูนย์ประสานงานพลเรือน–ทหารที่เกี่ยวข้องกับการติดตามสถานการณ์กาซา และยุติบทบาทของอังกฤษในการฝึกกำลังความมั่นคงของฝ่ายบริหารปาเลสไตน์ที่รามัลลาห์
รัฐบาลอิสราเอลยังสั่งห้ามนักการเมืองและบุคคลสัญชาติอังกฤษ 12 คนเดินทางเข้าประเทศ โดยระบุว่าบุคคลเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่อต้านอิสราเอลหรือมีลักษณะต่อต้านชาวยิว ขณะที่ฝ่ายอังกฤษยืนยันว่า การต่อต้านการขยายถิ่นฐานไม่ใช่การปฏิเสธสิทธิในการดำรงอยู่หรือความมั่นคงของอิสราเอล The Jerusalem Post
โดยสรุป มาตรการครั้งนี้ไม่ใช่การตัดสัมพันธ์หรือปิดประตูการค้ากับอิสราเอลทั้งประเทศ แต่เป็นความพยายามทำให้การดำเนินธุรกิจกับนิคมในดินแดนที่ถูกยึดครองมีต้นทุนสูงขึ้น พร้อมส่งสัญญาณว่าอังกฤษจะไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงบนพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้แนวทางสองรัฐไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในอนาคต
บทความที่น่าสนใจ